Weekly update (9-13 JULY) : Effective trade war

ภาพรวมราคาทองคำในสัปดาห์ที่ผ่านมาพบว่า ทรงตัวอยู่บริเวณแนวรับด้านล่าง โดยมีปัจจัยบวก คือ แรงซื้อที่เข้ามาบริเวณแนวรับ ในขณะที่ข่าวต่างๆในระหว่างสัปดาห์ มีค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็น การประกาศสงครามการค้าระหว่างจีนและอเมริกาวงเงินกว่า 34,000 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่สงครามการค้ากับทางยุโรปมีพัฒการการที่ดีขึ้น มีการยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ที่นำเข้าจากยุโรป ตามมาด้วยถ้อยแถลงของ FOMC ที่ยังยืนยันทิศทางดอกเบี้ยเช่นเดิม
สิ่งที่เป็นตัวที่น่าสนใจคือ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่โดยรวมแล้วออกมาปรับตัวน้อยลงจากเดือนก่อนหน้าส่งผลให้ราคาทองคำเริ่มรีบาวน์กลับขึ้นมาพร้อมกับค่าเงินดอลลาร์ที่เริ่มอ่อนค่ากลับลงไป และ Bond yield อายุ 10 ที่กลับลงมาสู่ระดับ 2.8% ด้วยปัจจัยดังกล่าว คาดว่าในสัปดาห์นี้จะทำให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นได้
Effective trade war
อเมริกาและจีนได้เริ่มสงครามการค้าเป็นที่เรียบร้อยในวันศุกร์ที่ผ่านมา วงเงินในเบื้องต้นทั้งหมด 34,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อัตราภาษีที่เก็บเพิ่มคือ 25% ซึ่งจีนก็ได้ตอบโต้ในวงเงินที่เท่ากัน ในช่วงก่อนหน้านั้นจีนเคยกล่าวว่า จะไม่ดำเนินการตั้งกำแพงภาษีก่อน แต่หากอเมริกาตั้งกำแพงภาษีขึ้นมานั้นจีนก็จะตอบโต้เช่นกัน หลังจากประกาศอย่างเป็นทางการ ตลาดหุ้นที่ซึมรับข่าวมาช่วงก่อนหน้าได้รีบาวน์กลับขึ้นไปด้านบน เกิดการ Buy on fact ขึ้นในตลาดหุ้น ซึ่งทิศทางของ Trade war นั้นยังคงต้องติดตามไปอีกสักระยะจนถึงช่วงปลายปีที่จะมีการเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm election) ของอเมริกา
ในฝั่งของยุโรป ปธน.ทรัมป์ ประกาศยกเลิกการจัดเก็บภาษีรถยนต์ที่นำเข้ามาจากยุโรป เช่นเดียวกับทางยุโรปก็ไม่มีการเก็บภาษีเช่นกัน จึงมองว่า ทิศทางของ Trade war ในภาพรวมน่าจะบรรเทาลง ซึ่งความกังวลที่เคยกดดันตลาดหุ้นอาจจะเริ่มส่งสัญญาณคลี่คลายลงได้บ้าง
ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรชะลอตัวลง
ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-farm employment change) ขยายตัว 213,000 ตำแหน่งน้อยกว่าเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 244,000 ตำแหน่ง ในขณะที่คาดการณ์ไว้เพียง 195.000 ตำแหน่ง ค่าจ้างแรงงานต่อชั่วโมงขยายตัวเหลือเพียง 0.2% จากเดิม 0.3% ขณะที่อัตราว่างงานขยับตัวไปแตะระดับ 4% จากเดิม 3.8% จะเห็นได้ว่า ชุดตัวเลขเศรษฐกิจของกลุ่ม Non-farm payroll โดยรวมแล้วชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า
หลังจากประกาศตัวเลข ค่าเงินดอลลาร์เริ่มอ่อนค่าลงมาอีกครั้งหนึ่ง และทำให้เงินดอลลาร์ที่เคยแข็งค่าแตะระดับ 95 จุดได้เจอแรงขายลงมาจนทำให้อ่อนค่าสู่ระดับ 93 จุด ในทางกลับกัน Bond yield อายุ 10 ปีที่เคยขึ้นไปแตะระดับ 2.9% ได้ปรับตัวลดลงมาเหลือระดับ 2.8% สร้างการคาดการณ์ว่าตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาชะลอตัวลงนั้นอาจจะทำให้ FED ตัดสินใจเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยออกไป หรือ ขึ้นช้ากว่ากำหนด ซึ่งเป็นปัจจัยบวกกับราคาทองคำ
มุมมองของ FOMC ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเงิน
รายงานการประชุมนโยบายการเงิน(Fed Minutes) เมื่อวันที่ 12-13 ชี้ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังคงเติบโตได้อย่างความแข็งแกร่ง และอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวมาที่ระดับเป้าหมายที่ร้อยละ 2 ในระยะปานกลาง ซึ่งทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงินยังคงเชื่อมั่นในแผนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการนโยบายการเงินได้รับความคิดเห็นจากภาคธุรกิจว่า ภาคธุรกิจยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับข้อพิพาททางการค้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบด้านลบให้ต่อการลงทุนในอนาคต และภาคเอกชนการลงทุนบางส่วนได้มีการลดหรือเลื่อนการลงทุนออกไปจากความไม่แน่นอนในเรื่องข้อพิพาททางการค้าที่เกิดขึ้น
นอกจากนั้น คณะกรรมการบางส่วนยังได้แสดงความกังวลในกรณีที่เศรษฐกิจเติบโตดีกว่าระดับศักยภาพเป็นระยะเวลานาน อาจจะทำให้ความเสี่ยงที่เงินเฟ้ออาจเร่งตัวขึ้น และอาจทำให้เกิดความไม่สมดุลทางการคลัง ซึ่งอาจทำให้เศรษฐกิจถดถอยได้