Why gold still matter in your portfolio?

ประเทศกำลังพัฒนา (Emerging market) มีสัดส่วนสำคัญในการทำ Asset allocation เนื่องจากเป็นแหล่งที่สำคัญในการสร้างผลตอบแทน แต่ผลตอบแทนที่สูงขึ้นนั้นแลกมากับความผันผวน (Volatility) ที่สูงขึ้นตาม สาเหตุที่นักลงทุนควรถือครองทองคำหากมีการกระจายการลงทุนไปยัง Emerging market นั้นเนื่องจาก ความต้องการทองคำในประเทศกลุ่มเหล่านี้คิดเป็นกว่า 70% โดยประเทศหลักๆจะอยู่ในโซนเอเชีย ตามที่แสดงไว้ในรูปด้านล่าง
ความต้องการทองคำที่มากของประเทศเหล่านี้ ทำให้ถ้าหากประเทศเหล่านี้ขยายตัวสูงขึ้น ก็มีแนวโน้มที่ความต้องการทองคำมากขึ้นตาม และทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ทองคำมีปัจจัยเสี่ยงที่ไม่เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้น จึงช่วยทำให้เกิด Diversify ความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนได้
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นในประเทศเกิดใหม่ได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ เนื่องจาก ต้นทุนของเงินที่ไหลไปยังตลาด EM ก็จะต่ำด้วย ปัจจุบันทิศทางอัตราดอกเบี้ยเริ่มปรับตัวสูงขึน ทำให้ตลาดหุ้น EM อาจจะได้รับผลกระทบจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น
เนื่องจากตลาด EM มีค่าเบต้าระดับ 1.26 เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นโลก (MSCI world) บ่งชี้ให้เห็นถึงหากความเสี่ยงที่เป็นระบบอย่างอัตราดอกเบี้ยเพิ่มมากขึ้น หุ้นในกลุ่ม EM จะได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงดังกล่าวมากกว่าปกติ นั่นจึงทำให้การมีทองคำช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนใน EM ได้ เพราะ ทองถูกจัดว่าเป็น Safe-asset (ค่า Beta ที่มากกว่า 1 บ่งบอกให้เห็นถึง ความผันผวนที่รุนแรงกว่าตลาด และค่าเบต้าเป็นค่าที่ใช้วัดความเสี่ยงที่เป็นระบบ ค่า Beta ของ EM ที่ 1.26 เมื่อเทียบกับดัชนีหุ้นโลก จึงหมายถึง ความเสี่ยงที่สูงขึ้นตาม)
โดยปกติแล้วตลาดหุ้น EM มักจะมีผลตอบแทนในทิศทางเดียวกันกับ สินค้าโภคภัณฑ์ เนื่องจากประเทศในแถบ EM ส่วนใหญ่เป็นทั้งผู้ส่งออกและผู้บริโภคสินค้าโภคภัณฑ์ แต่ไม่เป็นเช่นนั้นกับทองคำ เนื่องจากจากกราฟด้านล่างจะพบว่า ทองมีความสัมพันธ์ที่เป็นลบ (Negative correlation) กับ สินทรัพย์เสี่ยง โดยจะเห็นชัดเจนมากยิ่งขึ้นในช่วงที่เกิดการ Sell-off ที่รุนแรงของตลาดหุ้น ในขณะที่หากตลาดหุ้นขึ้นนั้น ทองคำก็จะปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน และหากดูในฝั่งของ jewellery demand พบว่าในช่วงที่ตลาดหุ้นตก ความต้องการในทองคำเพื่อเป็นเครื่องประดับนั้นมีแนวโน้มลดลง แต่ถูกชดเชยด้วยส่วนของการลงทุนทั่วโลกเพื่อกระจายความเสี่ยง
นอกจากทองคำจะช่วยปกป้องพอร์ตการลงทุนจากความผันผวนของตลาดหุ้นได้แล้วนั้น ยังสามารถช่วยเรื่องต้นทุนการประกันความเสี่ยงเรื่องค่าเงินได้อีกด้วย เนื่องจากการลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่นั้น หากมีการลงทุนในรูปแบบ Local currency โดยที่ไม่ได้มีการประกันค่าเงินอาจจะเพิ่มความผันผวนให้กับพอร์ตการลงทุนได้ เพราะ ค่าเงินมีแนวโน้มจะตามอัตราเงินเฟ้อ ดุลบัญชีการค้า ทุนสำรองของประเทศนั้นๆ ซึ่งหากค่าเงินอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญ จะทำให้การลงทุนขาดทุนจากค่าเงินได้ ซึ่งจากการทำระบบของ World gold council พบว่า พอร์ตการลงทุนที่มีทองคำร่วมกับหุ้น EM จะช่วยเพิ่มผลตอบแทนได้ดีกว่าการลงทุนในหุ้น EM เพียงอย่างเดียว และกองทุนที่มีทองคำอยู่ในพอร์ตมีแนวโน้มที่จะมี Information ratio ในระดับที่สูง ซึ่งค่า Information ratio บ่งบอกให้เห็นถึง ผลตอบแทนที่คุ้มค่าความเสี่ยงที่หักค่าธรรมเนียมต่างๆแล้ว (ตามรูป 3)
สาเหตุหนึ่งที่สำคัญต่อพอร์ตการลงทุนคือ ต้นทุนในการประกันความเสี่ยงค่าเงินของตลาด EM ซึ่งหากส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยของประเทศพัฒนาแล้ว (DM) กับประเทศกำลังพัฒนา (EM) เริ่มห่างออกจากกันมากขึ้น จะทำให้ต้นทุนในการ Hedging ค่าเงินมีแนวโน้มที่สูงขึ้นเช่นเดียวกัน (รูปที่ 4) จะเห็นว่า ต้นทุนการประกันความเสี่ยงค่าเงินเคยขึ้นไปถึง 15% ในปี 1998
จากข้อสรุปดังกล่าวตามที่ World gold council ได้ทำบทวิเคราะห์ออกมานั้นพบว่า การมีทองคำในพอร์ตการลงทุนร่วมกับตลาดหุ้น emerging market นั้นจะช่วยเพิ่มผลตอบแทน และ ทำให้ผลตอบแทนปรับด้วยความเสี่ยง (Risk-adjusted return) มีความน่าสนใจกว่าพอร์ตการลงทุนใน emerging market ที่ไม่มีทองคำ ทั้งแบบที่มีการป้องกันและไม่มีการป้องกันความเสี่ยงเรื่องค่าเงิน ซึ่งการมีทองคำนั้นจะช่วยให้พอร์ตการลงทุนสามารถสร้างผลตอบแทนได้ในยามที่ตลาดหุ้นเกิดวิกฤติหรือในยามที่ตลาดหุ้นแย่ (เพราะทองคำยังให้ผลตอบแทนเป็นบวกในช่วงเกิดวิกฤติ) ที่มา : World gold council : hedging-emerging-market-risk-with-gold