Weekly update (21-25 MAY) : Technical update

สัปดาห์นี้เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจหรือข่าวสำคัญต่างๆมีค่อนข้างน้อย จึงอยากพานักลงทุนทุกท่านไปอัพเดตกราฟทางเทคนิคของตลาดต่างๆที่มีนัยสำคัญกับการเคลื่อนไหวต่อภาพรวม Fund flow และ ผลกระทบกับราคาทองคำ โดยจะไล่ไปตั้งแต่ ตลาดหุ้นอเมริกา ค่าเงินดอลลาร์, ค่าเงินบาท, ราคาน้ำมันดิบ และ สุดท้ายกลับมาที่ราคาทองคำ เพื่อ Recap ตลาดในมุมมองต่างๆ และ ปัจจัยที่เข้ามากระทบในแต่ละตลาด
ตลาดหุ้นอเมริกาและตลาดหุ้นทั่วโลก
หลังจากประกาศผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาสแรกของปี 2018 พบว่า หลายๆประเทศยังคงเติบโต บางประเทศที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะเติบโตต่ำอย่าง ญี่ปุ่น และ ยุโรป กลับพบว่า ประเทศเหล่านั้นมีกำไรเติบโตมากกว่าที่คาดการณ์ เพียงแต่หดตัวลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้า ประเด็นดังกล่าว ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกนำโดย S&P ของอเมริกาปรับตัวสูงขึ้นหลังจากปรับฐานลงมาเมื่อต้นเดือน กุมภาพันธ์
สำหรับภาพทางเทคนิคมองว่า ดัชนี SP500 มีแนวต้านบริเวณ 2800 จุด ซึ่งเป็นแนวต้านเดิม ประกอบกับเมื่อดูมูลค่าทางพื้นฐานยังอยู่บริเวณดังกล่าว จึงยังมองว่า ดัชนีมีโอกาสปรับตัวขึ้นอีกประมาณ 3-5% และแนวโน้มของตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มดูดี มี Valuation ที่สมเหตุสมผลมากขึ้น โดยเฉพาะ ประเทศในฝั่งเอเชีย
ค่าเงินดอลลาร์
ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นมาจากจุดต่ำสุดของปีบริเวณ 89 จุดมาอยู่ที่ระดับ 93 จุด คิดเป็นกว่า 5% จากทิศทางการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นของ Bond yield ที่กลับมามีความสัมพันธ์เป็นบวกกับค่าเงินดอลลาร์อีกครั้งหนึ่งในปีนี้ (ปีก่อนหน้าเจอปัญหาเรื่องการลดภาษีนิติบุคคลทำให้รัฐบาลมีแนวโน้มจะขาดดุลการคลังมากขึ้น และหากขึ้นดอกเบี้ยจะไม่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจอเมริกา ค่าเงินดอลลาร์จึงอ่อนค่า ถึงแม้จะมีการขึ้นดอกเบี้ย)
การแข็งค่าของเงินดอลลาร์ปกติแล้วจะสร้างแรงกดดันให้กับหุ้นกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging market) เพราะ จะทำให้ค่าเงินประเทศเหล่านั้นอ่อนค่าลง เช่นเดียวกับทิศทางของราคาทองคำ เมื่อมาดูทิศทางค่าเงินดอลลาร์จะพบว่า การแข็งค่าของเงินดอลลาร์ระยะสั้นเข้าใกล้จุดที่น่าจับตามองว่า จะผ่านขึ้นไปได้หรือไม่ หากไม่สามารถผ่านไปได้ ทิศทางเงินดอลลาร์มีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าในระยะกลาง ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับราคาทองคำ
ราคาน้ำมันดิบ
ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นหลังจากในช่วงที่ผ่านมามีรายงานเรื่อง Demand ที่กลับมามากกว่า Supply อีกครั้ง (ถึงแม้อเมริกาจะขึ้นเป็นอันดับต้นๆในการส่งออกน้ำมันดิบได้แล้วจากเทคโนโลยี Shale oil ) ในขณะที่ส่วนหนึ่งมาจากการคว่ำบาตรระหว่างอเมริกาและอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบจากอิหร่านอาจจะลดลงอีกในอนาคต
การปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นของราคาน้ำมันดิบทำให้ภาพรวมของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ฟื้นตัวขึ้นมาตามๆกันซึ่งจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะตัวของสินค้าโภคภัณฑ์ชนิดนั้นๆด้วย ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นมาหากวัดจากจุดต่ำสุดที่ระดับ $30 เหรียญ/บาร์เรล และจุดสูงเดิมที่ $110/บาร์เรล พบว่า ราคารีบาวน์กลับขึ้นมากว่า 50% หรือครึ่งทางแล้ว จึงมองว่า ราคาน้ำมันมีแนวโน้มทรงตัวอยู่บริเวณกรอบ $60-80/บาร์เรลไปอีกสักระยะหนึ่ง ซึ่งถ้าราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในระดับสูงจะมีแนวโน้มที่จะทำให้สินค้าโภคภัณฑ์ประเภทอื่นๆอย่างทองคำปรับตัวสูงขึ้นตามได้ด้วย
USD/THB
ค่าเงินบาทเริ่มอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ นับจากจุดต่ำสุดบริเวณ 31.10 บาท/ต่อดอลลาร์ มาจนถึงระดับ 32.18 บาท/ดอลลาร์ คิดเป็นการอ่อนค่ากว่า 3% ในระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ เงินเริ่มไหลออกจากประเทศไทย ไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ และตลาดหุ้น ซึ่งเงินที่ไหลออกจากตลาดหุ้นในปีนี้ใกล้จะแตะระดับ 1 แสนล้านบาทเรียบร้อยแล้ว
สาเหตุส่วนหนึ่งที่เงินต่างชาติไหลออก เนื่องจากทิศทางดอกเบี้ยของอเมริกาที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น เงินจึงไหลไปยังประเทศที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่า ทั้งนี้หากดูอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real interest rate ซึ่งคิดจาก ดอกเบี้ยหักออกด้วยเงินเฟ้อ) ยังพบว่า ประเทศไทยเรายังมีความน่าสนใจ เพราะ เงินเฟ้อบ้านเรา (Inflation expectation) ต่ำกว่าอเมริกาทำให้โดยรวมแล้ว Real yield ของเรายังมีความน่าสนใจมากกว่าประมาณ 0.5% จึงมองว่า หากอเมริกาไม่ขึ้นดอกเบี้ยไวจนเกินไป โอกาสที่เราจะได้เห็นเงินบาทอ่อนค่ามากๆนั้นมีน้อย คาดว่าเงินบาทจะทรงตัวไปสักระยะหนึ่ง
XAU/USD
ราคาทองคำได้รับปัจจัยลบจากค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งทิศทางของ Bond yield ที่ปรับตัวขึ้นผ่าน 3% ส่งผลให้ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่จ่ายดอกเบี้ยปรับตัวลดลงหลุดแนวรับ $1310 ลงมาด้านล่าง และทำให้กราฟทางเทคนิคเสียรูปทรงขาขึ้นไป ในระยะสั้นมองว่า จากระดับ $1292 ราคาควรจะขึ้นไปทดสอบบริเวณ $1300 อีกครั้งหนึ่ง หากราคาสามารถขึ้นไปบืนระดับ $1300-$1310 ได้อีกครั้ง จะทำให้การลงกลายเป็น False signal ไปโดยทันที
ภาพรวมปัจจัยเรื่องข่าวยังมองเป็นบวกกับราคาทองคำ เพราะ คาดว่าตลาดได้ Price-in การขึ้นดอกเบี้ยไประดับหนึ่งแล้ว ประกอบกับความผันผวนความไม่แน่นอนของตลาดหุ้น และราคาน้ำมันดิบที่ยังทรงตัวในระดับสูง จึงมองว่า ยังพอมีโอกาสที่จะทำให้ทองคำกลับไปทดสอบแนวรับที่หลุดลงมาและกลายเป็นแนวต้านไปเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่นักลงทุนต้องติตตามคือ ทองคำจะกลับไปยืนเหนือระดับ $1310 ได้หรือไม่