Weekly update (14-18 MAY)

ทองคำปรับตัวลดลงในช่วงต้นสัปดาห์ก่อนที่ปลายสัปดาห์จะมีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจซึ่งโทนออกมาในทางของการชะลอการขึ้นดอกเบี้ยออกไป จากตัวเลขอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์และ Bond yield เป็นไปในทิศทางที่เป็นบวกกับราคาทองคำ
ในสัปดาห์นี้หลังจากราคากลับมายืนเหนือระดับ $1310 ได้อีกครั้ง จะเริ่มปรับคำแนะนำเป็น Overweight เช่นเดิม เนื่องจากปัจจัยเรื่องค่าเงินดอลลาร์ที่เริ่มอ่อนค่าอีกครั้ง และ การทรงตัวของ Bond yield ที่ต่ำกว่าระดับ 3% รวมถึงทิศทางของราคาน้ำมันดิบที่สร้างฐานอยู่ในระดับที่สูงจากประเด็นเรื่องอิหร่าน ทำให้มองว่า ทองคำยังคงมี Downside risk ที่จำกัด ในทางกลับกันด้วยทิศทางโมเม็นตัมของการเก็งกำไรในหุ้น ทำให้ Upside ของทองคำก็มองว่า เป็นไปอย่างจำกัดเช่นกัน เพราะ ตลาดหุ้นยังมีเม็ดเงินไหลเข้าไปเก็งกำไร จึงยังคงแนะนำเป็น Overweight ในลักษณะของ Trading buy ในระยะสัปดาห์นี้
เงินดอลลาร์เริ่มกลับมาอ่อนค่าอีกครั้ง
หลังจากมีการประกาศตัวเลขดัชนีราคาฝั่งผู้ผลิต (PPI) และ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่ออกมาชะลอตัวลง ทำให้นำไปสู่การคาดการณ์ว่าที่ประชุม FOMC จะไม่ขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่ากำหนด (3 ครั้งที่เหลือในปีนี้) ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าอีกครั้งหนึ่ง (ในสัปดาห์ก่อนเคยอัพเดตว่า เงินดอลลาร์มีความสัมพันธ์เป็นบวกกับทิศทางอัตราดอกเบี้ย หากอัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้นเงินดอลลาร์จะแข็งค่า ปัจจุบันทิศทางอัตราดอกเบี้ยยังทรงตัวทำให้เงินดอลลาร์ไม่ค่อยมีปัจจัยบวกที่จะแข็งค่าแรงๆเท่าไรนัก )
การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์นั้นถึงแม้จะเป็นการเริ่มต้นในระยะสั้น แต่ตลอดเวลาที่ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมากว่า 5% พบว่า ทองคำไม่ได้ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จึงมองว่า ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่านั้นจะเป็นตัวเร่งให้ทองคำปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นได้
Bond yield ยังคงต่ำกว่า 3%
เช่นเดียวกับค่าเงินดอลลาร์ ทิศทางของ Bond yield ยังทรงตัวต่ำกว่าระดับ 3% ซึ่งในช่วงต้นเดือนที่มีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดี ทำให้ Bond yield ขึ้นไปแตะระดับ 2.9% ก่อนที่จะมีการย่อตัวลงมาเหลือระดับ 2.6-2.7% อีกรอบหนึ่งจากดัชนีราคาผู้บริโภคที่ชะลอตัวลง
การปรับตัวลดลงของ Bond yield บ่งชี้ให้เห็นถึง ทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่อาจจะขึ้นไม่ไวอย่างที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้ในตอนแรก ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว Bond yield ที่ลดลง จะทำให้ต้นทุนทางการเงินของเศรษฐกิจปรับตัวลดลงเช่นกัน และจะเป็นผลบวกกับตลาดหุ้นโดยตรงมากกว่าตลาดทองคำ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยก็เป็นตัวแปรหนึ่งในการลงทุนในทองคำ หากอัตราดอกเบี้ยไม่สูง แนวโน้มที่คนจะเข้ามาซื้อทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่จ่ายดอกเบี้ยจะมีมากขึ้น
ผลกำไรของบริษัทจดทะเบียในอเมริกายังออกมาแข็งแกร่ง
บริษัทจดทะเบียนกว่า 80% ในอเมริกาประกาศงบในไตรมาสแรกพบว่า เติบโตกว่า 24% ทั้งในแง่ของยอดขาย และ กำไรสุทธิ นำโดยกลุ่มเทคโนโลยี และ พลังงาน (ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นจากฐานต่ำในปีก่อนหน้า) และด้วยประโยชน์จากการลดภาษีนิติบุคคล ในขณะที่ผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนของยุโรปกลับขยายตัวเพียง 3% เป็นผลส่วนหนึ่งมาจากค่าเงินยูโรที่แข็งค่าขึ้น หลังจากประกาศกำไรของบริษัทจดทะเบียนพบว่า ตลาดหุ้นค่อนข้างทรงตัว เนื่องจากนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ผลกำไรของบริษัทเหล่านี้อาจจะเข้าสู่ช่วง Earning peak เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากในไตรมาสหน้า บริษัทเหล่านี้อาจได้รับผลกระทบทางลบจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น และ ค่าจ้างแรงงานที่อาจจะพุ่งสูงขึ้น ทำให้ Margin มีแนวโน้มที่จะลดลง
ปัจจัยดังกล่าวเป็นบวกกับราคาทองคำเนื่องจาก หากบริษัทมีกำไรชะลอตัวลงในไตรมาสหน้า อาจจะทำให้เงินไหลเข้ามาเก็งกำไรในทองคำ จากความผันผวนของตลาดหุ้นที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นหาก กำไรไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์