Weekly update (9-12 APR)-China-U.S. trade tensions

สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นยังคงผันผวนจากความกังวลเรื่อง Trade war ซึ่งจีนและอเมริกาต่างมีนโยบายตอบโตที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จนสร้างความกังวลให้กับการค้าโลกอีกครั้งว่า จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ทั้งนี้ทาง ESU ของ Tisco ประเมินไว้ว่า จะกระทบกับเศรษฐกิจของอเมริกาและจีนประมาณ 0.1-0.2% หากมีการกีดกันการค้าในวงเงิน ห้าหมื่นถึงหนึ่งแสนล้านดอลลาร์สหรัฐซึ่งผลกระทบภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง จริงๆแล้วอาจจะไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ แต่ด้วย Sentiment ของตลาดที่ไม่ดี ทำให้ประเด็นเรื่อง Trade war เริ่มกลับมาอีกครั้งหนึ่ง
อีกประเด็นหนึ่งคือ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-farm employment change) ขยายตัวน้อยกว่าคาดการณ์ทำให้การคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยเริ่มช้ากว่ากำหนด ทั้งนี้ทองคำค่อนข้างทรงตัวบริเวณ $1320-$1330 มองว่า ยังไม่มีนัยสำคัญ ยังรอหาจังหวะในการเข้าซื้อหากราคาปรับตัวลดลงมาบริเวณแนวรับ $1310
US-China
จีนประกาศตอบโต้สหรัฐอเมริกาด้วยแผนการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากอเมริกาเพิ่มอีก 25% บนวงเงินกว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (เท่ากับอเมริกาในรอบแรก) สินค้าที่จะเพิ่มการเก็บภาษีนั้นรวมถึง ถั่วเหลือง (อเมริกาส่งออกถั่วเหลืองเป็นอันดับ 2 ของโลก) ,สินค้าเคมีภัณฑ์ ถึงแม้จะมีการเจรจาระหว่าง ปธน ทรัมป์ และผู้นำจีน สี จิ้น ผิง แต่กลับไม่ได้มีความคืบหน้าแต่อย่างใด ซึ่งล่าสุดในคืนวันศุกร์อเมริกาได้ประกาศแผนการที่จะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มเติมอีก
การเกิด Trade war มองว่า จะสร้างปัจจัยบวกให้กับตลาดทองคำ หากสังเกตุดูทุกครั้งที่มีประเด็นนี้เกิดขึ้น ตลาดหุ้นจะปรับฐานลงมาค่อนข้างแรง และทำให้ทองคำปรับตัวสวนขึ้นมาและในอนาคตหากความกังวลเรื่อง Trade war มีแนวโน้มขยายตัวในวงกว้างนั้น การมีทองคำอยู่ในพอร์ตการลงทุนเพื่อรับความผันผวนมองว่าเป็นสิ่งจำเป็น ทั้งนี้ระดับของการกีดกันการค้าในปัจจุบันนั้นหลายๆโบรคมองว่า ยังไม่ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจมากนัก
ทุนสำรองของจีนเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง
ทุนสำรองของจีนปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนมีนาคม หลังจาก กุมภาพันธ์ปรับตัวลดลงเป็นเดือนแรกในรอบ 13 เดือน การปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นนั้นส่วนหนึ่งเป็นเพราะ ค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้นแรงในไตรมาสที่ผ่านมา ทำให้ทุนสำรองปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งประเด็นนี้เองทำให้ นักลงทุนที่ลงทุนในพันธบัตรของจีน (On –shore) ที่สกุลเงินซื้อ-ขายเป็นหยวนสามารถทำกำไรได้เยอะในปีนี้ (ประมาณ +6%) แต่ด้วยความกังวลเรื่อง Trade war ทำให้นักลงทุนกลับไม่ค่อยสนใจที่จะลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลจีนเท่าไรนัก ถึงแม้ Performance จะดีก็ตาม
การที่ทุนสำรองจีนเพิ่มสูงขึ้นนั้นส่วนหนึ่งเป็น เพราะ ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง ซึ่งค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงนั้น ทำให้สกุลเงินคู่ค้า อย่างเช่น เยน หยวน ยูโร แข็งค่าขึ้นเกือบทั้งหมด และส่งผลบวกต่อราคาทองคำ ทั้งนี้การที่จีนมีทุนสำรองเพิ่มมากขึ้นนั้น บ่งบอกถึงเศรษฐกิจโลกที่ยังคงแข็งแกร่งซึ่งทำให้เม็ดเงินไหลเข้าไปยังตลาดหุ้น ถึงแม้ทองคำจะได้รับประโยชน์จากการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ก็ตาม แต่ส่วนหนึ่งถูกชดเชยด้วยขนาดเศรษฐกิจจีนที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก
ราคาทองคำยังทรงตัวอยู่ในกรอบ
ภาพรวมราคาทองคำรายสัปดาห์ ยังพบว่า ราคายังเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบบริเวณ $1310-$1360 ถึงแม้จะมีการประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ออกมาน้อยกว่าคาดการณ์ และ อัตราว่างงานที่ระดับ 4.1% แล้วก็ตาม แต่ราคากลับไม่ได้เคลื่อนไหวมากนัก ในเบื้องต้นด้วยยังอยากเห็นการปรับตัวลดลงมายังระดับแนวรับ $1310 เป็นแนวรับแรก
ตลาดหุ้นที่ปัจจุบันค่อนข้างผันผวนนั้น มองว่า การแบ่งเงินลงทุนบางส่วนกระจายมายังทองคำนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็น เนื่องจากเราจะเห็นตามข่าว เช่น หากมี Trade war ก็จะทำให้ตลาดหุ้นตกค่อนข้างแรง และ ทองคำก็ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น และ แนวโน้ม Trade war ในอนาคตจะสูงขึ้นอีก แต่จังหวะในการเข้าลงทุนซื้อทองคำนั้นมองว่า อย่างน้อยอยากได้บริเวณแนวรับ $1310 ซึ่งเป็นแนวรับกรอบล่างของกลุ่ม Sideway ในสัปดาห์นี้จึงยังคงแนะนำ รอซื้อ เช่นเดิม