Weekly update (12-16 Mar) : Central bank and Donald Trump

สัปดาห์ที่ผ่านมามีเหตุการณ์สำคัญๆเกิดขึ้นค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็น เป็น การเสนอการเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียมจากประเทศอื่นมายังอเมริกาของ ปธน ทรัมป์ , การลาออกของหัวหน้าชุดที่ปรึกษาเศรษฐกิจ (Gary Cohn) ของ ปธน.ทรัมป์, การประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ออกมาขยายตัวอย่างโดดเด่น, ท่าทีของธนาคารกลางอย่าง ECB และ BOJ ที่ยังคงเดิม (Hawkish tone) ตามเศรษฐกิจที่ขยายตัวของทั้งสองประเทศ รวมถึง การแก้กฎหมาย ให้ คุณสี จิ้น ผิง สามารถดำรงตำแหน่งได้ตลอดชีวิต เช่นเดียวกับ ท่านเหมา เจ๋อ ตุง
การเคลื่อนไหวของราคาทองคำมองว่า ยังไม่มีนัยสำคัญ ราคายังคงแกว่งตัวอยู่ในกรอบ Sideway ตั้งแต่บริเวณ $1310-$1350 สำหรับระยะสั้น มีช่องว่างพอให้ เก็งกำไรฝั่งซื้อไปขายบริเวณแนวต้าน $1335-1350 ได้ แต่สำหรับภาพระยะกลาง ปัจจัยลบกับทองคำยังมีค่อนข้างเยอะ ยังแนะนำให้รอซื้อเมื่อถึงแนวรับบริเวณ $1300-1310 (Neutral)
ปธน.ทรัมป์อาจจะมีการเก็บภาษีเหล็กและอลูมิเนียมที่นำเข้าจากต่างประเทศ
ปธน.ทรัมป์ประกาศจะขึ้นภาษีเหล็กและอลูมิเนียมที่นำเข้าจากต่างประเทศในอัตรา 25% และ 10% ตามลำดับ โดยประเทศที่ได้รับการยกเว้น คือ แคนาดา และ เม็กซิโก เนื่องจากทั้งสองประเทศได้มีการตกลง Free Trade Agreement กับอเมริกาเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้อีกประเทศหนึ่งที่อเมริกายกเว้นให้ก็คือ ออสเตรเลียซึ่งเป็นคู่ค้ากับอเมริกามาอย่างยาวนาน การขึ้นภาษีนั้นจะถูกทบทวนอีกครั้งหนึ่งโดยคุณSteve Mnuchin(เลขาธิการคลัง) ก่อนที่จะประกาศใช้จริงในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า หลังจากประกาศดังกล่าว หุ้นผู้ผลิตเหล็กอย่าง US steel ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นเล็กน้อย โดยมองว่า เรื่องสงครามการค้า (Trade war) จะมีมากขึ้น และจากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้หัวหน้าทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจของทรัมป์ คุณGary Cohn ได้ตัดสินใจลาออก
แนะนำให้ แบ่งเงินบางส่วนไปลงทุนในทองคำ ดังจะเห็นได้จาก ช่วงต้นสัปดาห์ที่ ปธน ทรัมป์ ประกาศจะเก็บภาษีครั้งแรกก็ทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงการมีทองคำในพอร์ตจะช่วยกระจายความเสี่ยงได้
ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรขยายตัวอย่างโดดเด่น
การประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรออกมาขยายตัว 313,000 ตำแหน่ง เป็นการขยายตัวมากที่สุดนับตั้งแต่กลางปี 2006 และการขยายตัวของการจ้างงานมาพร้อมกับ แรงงานที่กลับเข้ามา Labor force ใหม่อีกครั้งหนึ่ง และเป็นการกลับมาสูงที่สุดในรอบถึง 8 ปี ถึงแม้จะมีปัญหาเรื่องประชากร Baby boomer ที่ออกจากตลาดแรงงานไปปริมาณมากก็ตาม ในขณะที่ค่าจ้างแรงงานยังทรงตัวไม่ได้ปรับตัวขึ้นเท่าไรนัก บ่งชี้ให้เห็นถึง งานที่กลับมาทำอาจจะเป็นงานที่ไม่ได้จ่ายค่าจ้างในระดับที่สูงพอ ตลาดยังคงลังเลว่า ทิศทางการขึ้นดอกเบี้ยของ FED จะมากกว่าคาดการณ์หรือไม่ (ปัจจุบันคาดการณ์ขึ้นดอกเบี้ย 3-4 ครั้งในปีนี้)
หลังจากประกาศตัวเลขการจ้างงานดังกล่าว ทองคำกลับปรับตัวลงสั้นๆ ตามทิศทางเงินดอลลาร์ที่ไม่ได้แข็งค่ามากนัก มองว่า นักลงทุนไม่ได้ให้น้ำหนักเท่าไรกับตัวเลขการจ้างงานดังกล่าว หากราคาทองคำปรับตัวลดลงมองว่า เป็นจังหวะซื้อ
Central banks week
ในสัปดาห์ที่ผ่านมามีผลประชุมของ ธนาคารกลางต่างๆค่อนข้างเยอะ ที่สำคัญๆ คือ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่ยังคงดำเนินนโยบาย QE ลักษณะเดิมคือเข้าซื้อพันธบัตร 3 หมื่นล้านยูโรไปจนถึงไตรมาสสุดท้ายของปี แต่โทนที่นักลงทุนตีความกันนั้น มองว่า อาจจะมีการลดการเข้าซื้อเร็วกว่ากำหนด (มิถุนายน) จากเศรษฐกิจของยูโรโซนที่ขยายตัวเร็วสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ในขณะที่ คุณ ดรากี้ ประธาน ECB และคณะ ได้ตัดคำว่า “อาจจะมีการพิจารณาต่อ QE ในอนาคตหากมีความจำเป็น” ออกไปจากถ้อยแถลง
สำหรับการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) นักเศรษฐศาตร์ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ถ้อยแถลงของ คุณ คุโรดะ ประธาน BOJ กล่าวไปในโทนที่ว่า ถึงแม้จะมีแผนที่จะลด QE ในช่วงปี 2019 แต่ก็ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำตามนั้น
ท่าทีของธนาคารกลางโดยรวมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่เป็นไปในทางทิศทางเดียวกัน คือ ดำเนินนโยบายเข้มงวดขึ้น ซึ่งเป็นผลดีเพราะเศรษฐกิจฟื้นแล้ว ถึงแม้สภาพคล่องในระบบจะหายไปบ้างก็ตาม
ทองคำไม่ลงถึงแม้ตัวเลขการจ้างงานที่ออกมาดี
ราคาทองคำปรับตัวลดลงหลังจากประกาศตัวเลขการจ้างงานอกภาคเกษตรช่วงแรก ก่อนที่จะมีแรงซื้อจนทำให้ทองคำปิดบวก ($1323) มองว่า มีความแข็งแกร่งมากขึ้น หลังจากลงไปทดสอบแนวรับและยืนได้ ทางฝั่งทิศทางเงินดอลลาร์กลับไม่ได้แข็งค่าเท่าไร และ Yield ของพันธบัตรอเมริกาโดยรวมปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ล่าสุดอายุ 10 ปีปรับตัวขึ้นแตะ 2.89% แต่ตลาดโดยรวมกลับไม่ได้ Panic เท่าไรนัก คาดว่าตลาดได้รับรู้เรื่อง Yield ไประดับหนึ่งแล้ว
ทองคำถึงแม้จะมีความแข็งแกร่ง แต่ปัจจัยโดยรวมยังมองว่าเป็นลบ ถ้าจะแนะนำเก็งกำไรจากแนวรับนี้ คิดว่า แนะนำเป็นเก็งกำไรระยะสั้นเท่านั้น โดยมีเป้าหมายกรอบบนของกลุ่ม Sideways บริเวณ $1340-1350 เนื่องจากยังขาดปัจจัยอะไรใหม่ๆ แต่หากทองคำขึ้นไปทดสอบแล้วไม่ผ่าน และกลับลงไปทดสอบกรอบล่างบริเวณ $1300-1310 จะแนะนำเป็นจังหวะซื้อ เนื่องจาก ระดับดังกล่าว คุ้มค่ากับการกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุน จากความกังวลเรื่อง Trade war แต่ด้วยตลาดหุ้นที่เริ่มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง จึงคาดว่า ตลาดทองคำจะยังคงแกว่งตัว Sidewayไปอีกสักระยะหนึ่ง