Weekly update (12-16 JAN) : Panic

สัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร ตลาดทองคำต่างมีความผันผวนที่ค่อนข้างรุนแรง หลังจากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรประกาศออกมาในวันศุกร์ก่อนหน้า กระตุ้นให้เกิดแรงขายทำกำไรในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นที่เดิมมี Valuation ที่ตึงตัวอยู่แล้ว แต่การปรับตัวของหุ้นในรอบนี้มาในรูปแบบของการ Panic คือ ปรับตัวลดลงค่อนข้างแรงในระยะเวลาอันสั้น โดยรวมแล้วตลาดหุ้นอเมริกาปรับตัวลดลงกว่า 10% ภายในสัปดาห์ที่ผ่านมา (4 วันทำการ)
การปรับตัวลดลงของตลาดต่างๆรอบนี้มาจาก Bond yield 10 ปีที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นแรง ล่าสุด ณ วันศุกร์อยู่ระดับ 2.85% ซึ่งระดับดังกล่าวมองว่า เป็นลบกับราคาทองคำเช่นกัน การมีทองคำอาจจะไม่ได้ช่วยกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุนในช่วงที่ผ่านมา แต่เมื่อมองไปข้างหน้าทองคำยังมีประเด็นเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น และ Yield ที่ปรับตัวสูงขึ้นมานั้นมองว่าเป็นปัจจัยระยะสั้น จึงปรับคำแนะนำในสัปดาห์นี้เป็น Slightly overweight หลังจาก Neutral มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจุดที่น่าสนใจจะอยู่ระดับ $1300
Global equities sell-off
ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงแรงในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉลี่ยปรับตัวลดลง 10-15% เป็นผลส่วนใหญ่มาจาก Bond yield ที่ปรับตัวขึ้นแรงเป็นประวัติการณ์ หากดูการเคลื่อนไหว ณ ต้นปี 2018 Bond yield อายุ 10 ปีอยู่ระดับประมาณ 2.4% ในขณะที่ปัจจุบันอยู่ระดับประมาณ 2.8% หากนับเป็น % การเปลี่ยนแปลงจะพบว่า Bond yield อายุ 10 ปี ปรับตัวสูงขึ้นถึง 16.67% ภายในระยะเวลา 1 เดือนเศษ
การปรับตัวสูงขึ้นของ Bond yield นั้น ทำให้เกิดแรงขายออกจาก Risky asset หรือสินทรัพย์เสี่ยง แต่รอบนี้ เงินกลับไม่ได้ไหลเข้าพันธบัตร เพราะต้นเหตุของการปรับตัวลดลงมาจาก bond yield ที่เด้ง = เงินไหลออกจากพันธบัตรเช่นกัน ทำให้การกระจายความเสี่ยงในช่วงนี้เป็นไปด้วยความยากลำบาก แม้แต่ทองคำเองหากดอกเบี้ยขึ้นก็มักจะให้ผลตอบแทนที่ไม่ดี ในระยะข้างหน้าหลังจากการปรับฐานรอบนี้ มองว่า การมีทองคำเพื่อลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนจะมีความสำคัญมากขึ้น
Healthy correction
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจ คือ เหตุการณ์ที่เรียกว่า Healthy correction หรือการปรับฐานนั้นเป็นไปเพื่อการขึ้นต่อของดัชนีหุ้น เนื่องจาก การปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ มีการใช้ระบบ AI เข้ามาซื้อ-ขายมากขึ้น หรือแม้แต่ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่สูงขึ้น เช่น มีกองทุนที่จะมีเป้าหมายในการลดความผันผวนในระยะยาว เมื่อ VIX index หรือดัชนีวัดความผันผวนปรับตัวขึ้นแรง (ระหว่างสัปดาห์มีวันที่ปรับตัวขึ้นกว่า 100%) ทำให้กองทุนที่ทำกลยุทธดังกล่าว ต้องปิดสถานะ และ เมื่อปิดสถานะราคาก็ยิ่งลง ทำให้ความผันผวนในตลาดนับจากนี้จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในอนาคต
การเป็น Healthy correction นั้นเนื่องจาก ดัชนีอยู่ระดับ Overvalue มานาน ตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆยังคงดี การปรับฐานลงมาทำให้มีความสมเหตุสมผล กลับมาอยู่ในจุดที่สมดุลมากขึ้น เพราะ ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาตลาดไม่เคยปรับฐานเกินกว่า 5% เลย นักลงทุนหลายคนจึงมองว่า การปรับฐานรอบนี้ จะทำให้ขาขึ้นในอนาคตมีช่องว่างในการขึ้นที่สูงขึ้น
Thailand as safe haven
มีข่าวเรื่องค่าเงินบาทของประเทศไทยบ้านเราที่มีความแข็งแกร่งสูงมากและกลายเป็น Safe haven ถึงแม้จะอยู่ในยุคขอรัฐบาลทหารก็ตาม ปัจจุบันเงินบาทของไทยเป็นสกุลเงินที่มีความผันผวนต่ำที่สุดในโลก (นับเฉพาะประเทศที่ดำเนินนโยบายแบบ Free-float) ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยมีความแข็งแกร่ง และเงินทุนสำรองปรับตัวขึ้นสูงสุดในเดือนมกราคมทั้งนี้เมื่อมาดูสัดส่วนกันจริงๆแล้ว การถือครองพันธบัตรโดยต่างชาติของบ้านเรา ยังมีสัดส่วนที่น้อยเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง อินโดนีเซีย หรือ มาเลเซีย ที่มีปริมาณเงินไหลเข้าในระดับที่สูง (ถึงแม้ค่าเงินของทั้งสองประเทศจะมีการแข็งค่าน้อยกว่าเงินบาทไทย)
ความแข็งแกร่งของค่าเงินบาทนั้นมองว่าจะเป็นผลลบกับราคาทองคำในบ้านเรา แต่ระยะยาวหากเงินดอลลาร์เริ่มรีบาวน์กลับขึ้นมามองว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอยู่ในปัจจุบันนั้นมีแนวโน้มที่อาจจะอ่อนค่าได้บ้างแต่ยังมองการอ่อนค่าไม่มาก เพราะ ตัวเศรษฐกิจบ้านเรายังคงข็งแกร่ง
Slightly overweight gold
เริ่มปรับคำแนะนำเป็น ทยอยสะสมในทองคำ หลังจากตลาดหุ้นมีแนวโน้มผันผวน แต่การสะสมมองว่า อาจจะยาวลงไปจนถึงระดับ $1300 ซึ่งเป็นจุดที่น่าสนใจในระยะกลาง
สาเหตุหนึ่งที่เริ่มกลับมาทยอยสะสมทองคำเนื่องจาก Yield พันธบัตรปรับตัวเข้าใกล้ระดับ 3% ซึ่งตลาดมองว่า Yield จะไม่เกินนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่า เงินเฟ้อยังไม่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และหนี้สาธารณะจำนวนมหาศาลของอเมริกา หากรีบขึ้นดอกเบี้ยเร็วจนเกินไปจะทำให้ต้นทุนของประเทศโดยรวมสูงขึ้น จึงมองว่าทองคำน่าจะมีการรีบาวน์หาก Yield ชนกรอบบนแล้วเริ่มปรับตัวลดลง ไปในทิศทางเดียวกันกับพันธบัตรรัฐบาล แต่ความยากในรอบนี้ คือ การเคลื่อนไหวของพันธบัตรน่าจะไปทิศทางเดียวกับตลาดหุ้น การมีพันธบัตรจึงอาจจะไม่ช่วยในการกระจายความเสี่ยงได้ดีเหมือนในอดีตที่ผ่านมาเท่าไรนัก จึงแนะนำ เพิ่มทองคำเพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงอีกทางหนึ่งด้วยเช่นกัน