Weekly update (4-8 DEC): Senate Passes Tax-Cut Bill

สัปดาห์ที่ผ่านมาราคาทองคำผันผวนในกรอบแคบๆตลอดทั้งสัปดาห์ เริ่มต้นด้วยการปรับขึ้นทดสอบ $1300 ต้นสัปดาห์ก่อนที่จะไม่ผ่านและปรับตัวลดลงจากตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาดีอย่าง ความเชื่อมั่นผู้บริโภค GDP ที่ขยายตัวได้ดี และ ตัวเลขคนขอรับสวัสดิการว่างงานในระดับต่ำ ทำให้กลางสัปดาห์ราคาทองคำปรับตัวลดลงสู่แนวรับ $1270 ก่อนที่จะ รีบาวน์กลับมาในวันศุกร์ท่ามกลางความกังวลเรื่อง Senate หรือ วุฒิสภาจะไม่ผ่านร่างกฎหมายการปรับลดอัตราภาษี Corporate Tax แต่สุดท้ายก็สามารถผ่านจนได้เมื่อปลายสัปดาห์คืนวันศุกร์ก่อนที่จะปิดตลาดอเมริกา ทำให้ทองคำย่อกลับมาโดยรวมแล้วกลับมาบริเวณ $1280 อีกครั้ง
ในสัปดาห์นี้มองการปรับตัวสูงขึ้นต่ออีกครั้ง เพียงแต่มองว่า ต้องหาจังหวะไวในการเข้าซื้อ จึงเริ่มปรับคำแนะนำเป็น Neutral และออกมาดูตลาดสักระยะหนึ่ง เนื่องจากใกล้ที่จะมีการขึ้นดอกเบี้ยในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า
Senate passes corporate tax bill
ประเด็นสำคัญเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา คือประเด็นของ สมาชิกวุฒิสภา (Senate) ผ่านร่างการแก้กฏหมายเกี่ยวกับการปรับลดภาษีนิติบุคคล (Corporate tax) เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี ด้วยจำนวนเสียง 51-49 (สาเหตุที่ก่อนหน้ากังวลกันนั้นเนื่องจาก พรรครีพับลิกันต้องได้คะแนนเสียงเกิน 50 เสียง) และคาดว่าจะนำไปสู่การปรับลด Corporate tax จาก 35% เหลือ 20%
ถึงแม้จะผ่านร่างการแก้กฎหมายแล้ลว แต่กว่าจะถึงมือ ปธน ทรัมป์ จะต้องมาเจรจาระหว่าง ฉบับที่ส่งให้ สส (House) และ สว (Senate) ก่อนว่าจะลงตัวกันที่ใด เพราะ ในรายละเอียดของทั้งสองฉบับจะต่างกันเล็กน้อย เช่น ทั้งสองฉบับจะมีการแก้ไขให้ Corporate tax ลดลงเหลือ 20% เท่ากัน แต่ฉบับของ Senate หลังจากปี 2019 จะตั้งให้ต่ำกว่า 20% ไปอีก อีก และเสนอให้มีการสิ้นสุดในปี 2026 ทั้งนี้ยังต้องรอติดตามประเด็นดังกล่าวว่าจะออกมารูปแบบใด เพียงแต่ระยะสั้นประเด็นเรื่องการปรับลดภาษีได้จบลงไปแล้ว และคาดว่าจะทำให้อเมริกาขาดดุลการคลังเพิ่มขึ้นอีก 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 10 ปีข้างหน้า
China bond sell-off
หลังจากประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ในช่วงเดือน ตุลาคมที่ผ่านมาส่งสัญญาณเข้มงวดนโยบายทางการเงินเพิ่มขึ้น และส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของจีนปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นสู่ระดับ 4% เป็นผลมจากเงินที่ไหลออกจากตลาดพันธบัตรด้วยความกังวลว่า PBOC จะเข้ามาควบคุม Shadow banking นอกจากนั้นอัตราเงินเฟ้อที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้น สร้างความกังวลว่าอาจจะมีการขึ้นดอกเบี้ย ทำให้มีเม็ดเงินไหลออกจากตลาดพันธบัตร ประกอบกับ นักเก็งกำไรที่เก็งกำไรผ่านการ Short พันธบัตร เพื่อรับส่วนต่างราคา (Capital gain) หากราคาปรับตัวลดลง การที่อัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้นจะทำให้ Valuation ของตลาดหุ้นแพงขึ้นในทันที เพราะ ดอกเบี้ยเป็นหนึ่งในสมการที่ใช้ประเมินมูลค่าหุ้น
การควบคุมเศรษฐกิจนั้นคาดว่า จะทำให้แนวโน้ม GDP จีนชะลอตัวลงไปจนถึงช่วงปีหน้าและต้องมาประเมินว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนจะส่งผลต่อการบริโภคสินค้าโภคภัณฑ์หรือไม่ แต่ในเบื้องต้นคิดว่า ไม่มีนัยสำคัญมากนัก
Goldman Sachs เตือนว่า Valuation ของตลาดหุ้นทั่วโลกอยู่ระดับสุงสุดนับตั้งแต่ปี 1990
Goldman Sachs ให้ความเห็นว่า ไม่ว่าจะเป็น ตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร หรือแม้แต่ Credits ต่างขึ้นมาอยู่ระดับสูงเต็ม Valuation และเหตุการณ์เช่นนี้เกิดไม่บ่อยนัก ซึ่งตามความเห็นของ Goldman คาดว่า Valuation ถึงแม้จะสูงแต่ก็ยังให้นักลงทุนคัดเลือกหุ้น ในส่วนพันธบัตรก็เลือกที่เป็นอายุเฉลี่ยของตราสารน้อยๆ (Short-duration) และถึงแม้ Valuation ของตลลาดหุ้นและพันธบัตรจะแพง แต่ก็ยังคงแนะนำให้ Stay invest คือ อย่าหยุดลงทุน ถ้ากระจายการลงทุนอย่างดีแล้ว ความผันผวนระยะสั้นจะเป็นเรื่องที่รับได้
การที่ Valuation ของตลาดต่างๆค่อนข้างแพงนั้นมองว่า จะเป็นประโยชน์กับทองคำในระยะถัดไปเนื่องจาก การที่ตลาดหุ้นอยู่ระดับสูงมานานการกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำจะเริ่มน่าสนใจมากขึ้น
ภาพรวมราคาทองคำยังอยู่ในแนวโน้ม Sideway
เมื่อดูภาพรวมทองคำระยะกลางยังอยู่ในแนวโน้ม Sideway เพียงแต่ขาขึ้นได้เปรียบกว่าเล็กน้อยสาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะ หากดูเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน (EMA200) ยังพบว่า ราคายังเทรดกันอยู่บนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยดังกล่าว ซึ่งหากการปรับตัวลดลงไม่หลุด $1265-1270 ก็จะมองว่า ขาขึ้นยังคงความได้เปรียบอยู่
สิ่งหนึ่งที่ต้องการคือ Momentum ของขาขึ้น ให้มีการขึ้นที่แรงกว่านี้ จะทำให้แนวโน้มโดยรวมเปลี่ยนจาก Sideway เป็น Uptrend ได้ ในสัปดาห์นี้ติดตามตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรแต่เบื้องต้นแล้ว หากมีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจส่วนใหญ่จะออกมาเป็นลบกับทองคำเพราะเศรษฐกิจโดยรวมมีแนวโน้แข็งแกร่งขึ้น จึงมองว่า หากเก็งกำไรระยะสั้นฝั่งขึ้นสามารถทำได้แต่ถ้าดูแนวโน้มโดยรวมแล้ว แนะนำเป็น Neutral และรอดูแนวโน้มอีกสักระยะหนึ่งน่าจะมีความเหมาะสมกว่า