Weekly update(15-19 JULY) : Bank of Thailand

สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดคาดหวังถึงการลดดอกเบี้ยของ FED ลง 0.25% จากเดิมที่เคยมองว่าจะลดลงถึง 0.5% ทำให้ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นพร้อมกับสถานะการเก็งกำไรที่เพิ่มขึ้น (ชะลอตัวลงในช่วงปลายสัปดาห์) ภาพรวมของาราคาทองคำยังไม่ได้มีทิศทางที่มีนัยสำคัญ ยังคงแกว่งอยู่ในกรอบการเคลื่อนไหวระหว่าง $1400-$1420 ซึ่งมองว่าการเคลิ่อนไหวดังกล่าวจะกินเวลาไปอีกสักระยะหนึ่ง
สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ ทิศทางค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่องมาจากต้นปี จนธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกนโยบายปรับลดยอดคงค้างสิ้นวันของบัญชีนักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาซื้อหุ้น และตราสารหนี้ที่เข้ามาพักในแต่ละวันจากเดิม 300 ล้านบาทเหลือเพียง 200 ล้านบาท (มีผล 22 ก.ค.) ซึ่งเป็นมาตรการที่แบงค์ชาติเริ่มสกัดเงินที่มาเก็งกำไร หลังจากตัวเลขส่งออกรอบ 5 เดือนที่ผ่านมาหดตัวกว่า 4.9% ทำให้ล่าสุดค่าเงินบาทเริ่มอ่อนค่าแตะระดับ 31.9 บาทต่อดอลลาร์ มองว่าในระยะข้างหน้านี้เงินบาทน่าจะเริ่มกลับมาอ่อนค่าได้บ้าง
ประธาน Fed ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยท่ามกลางความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น
นาย Jerome Powell ประธาน FED กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังขยายตัวได้ดี ตลาดแรงงานแข็งแกร่ง และเงินเฟ้อคาดจะเร่งตัวขึ้นเข้าสู่เป้าที่ 2% ได้ในระยะข้างหน้า อย่างไรก็ดี แนวโน้มของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้ายังไม่ดีนัก โดยในช่วงที่ผ่านมาความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจได้มีเพิ่มมากขึ้น ทั้งเศรษฐกิจของประเทศหลักในโลกที่ชะลอตัวลงต่อเนื่อง ความไม่แน่นอนของการเจรจาการค้าโดยเฉพาะกับจีน และความไม่แน่นอนของ Brexit นอกจากนี้ เงินเฟ้อยังมีแนวโน้มอ่อนแอนานกว่าที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้
ด้านตัวเลข Nonfarm payrolls เดือน มิ.ย. ที่ออกมาดีกว่าคาดอย่างมาก นาย Powell ระบุว่าเป็นข่าวดี แต่มองว่าไม่เพียงพอที่จะหนุนให้ภาพรวมเศรษฐกิจดูดีขึ้นท่ามกลางความเสี่ยงที่มีในขณะนี้ ซึ่งสะท้อนได้ว่านาย Powell ให้น้ำหนักกับความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นต่อการตัดสินใจปรับเปลี่ยนดอกเบี้ยนโยบายมากกว่า ซึ่ง นักวิเคราะห์คาดว่า Fed จะตัดสินใจปรับลดดอกเบี้ย 0.25% เป็น 2.00-2.25% ซึ่งตลาดยังคงหวังว่าจะเริ่มปรับลดในเดือน กรกฎาคม ต้องติดตามดูท่าทีของ FED เนื่องจาก Action ปกติมักจะมาในทุกๆไตรมาสกล่าวคือ ที่ใกล้ที่สุดนั้นคือ เดือน กันยายน
ธนาคารโลกปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้ลงเหลือ 3.5%
ธนาคารโลก (World Bank) คาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัว 3.5% จากระดับเติบโต 4.1% ในปี 2018 เป็นผลจากจีดีพีไตรมาสแรกที่ขยายตัวต่ำกว่าระดับ 3% จากการลดลงของการลงทุนภาครัฐ โดยในปี 2019 ธนาคารโลกประมาณการว่า การบริโภคภาคเอกชนจะขยายตัว 4.6% ในขณะที่การลงทุนโดยรวมจะเพิ่มขึ้น 3.5% ส่วนการส่งออกสินค้าและบริการจะเติบโต 2.2% ทางด้านเงินเฟ้อ ธนาคารโลกคาดว่าจะอยู่ที่ 1.1% และไทยน่าจะมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดราว 6.4% ของจีดีพี ในขณะที่ธนาคารโลกคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะปรับตัวดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยในปี 2020-21 จากสมมติฐานการบริโภคภาคเอกชนที่สามารถรักษาระดับการเติบโตไว้ได้ ส่วนการลงทุนภาครัฐเร่งตัวขึ้น
นอกจากนี้ ธนาคารโลกประเมินว่าความไม่แน่นอนของภาวะการเมืองที่ยืดเยื้อ นับว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญสำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของพรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรค ซึ่งจะทำให้กระทบต่อความเชื่อมั่นและส่งผลให้เกิดความล่าช้าในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ ในขณะที่เงินบาทที่แข็งค่ายังกดดันการส่งออก ซึ่งล่าสุดแบงค์ชาติได้ออกมาตรการลดการเก็งกำไรค่าเงินบาท ช่วยให้เงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อยในปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
นักเก็งกำไรยังคงเข้าซื้อทองคำและน้ำมันอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่เริ่มชะลอการซื้อดอลลาร์สหรัฐ
รายงานสถานะการลงทุนของนักเก็งกำไรในตลาดซื้อขายล่วงหน้า (CFTC Commitment of Trader Report) ซึ่งสะท้อนมุมมองของนักลงทุนประเภท Hedge Funds นักเก็งกำไรยังคงซื้อทองคำอีก +22,392 สัญญา นับเป็นการเข้าซื้อติดกันเป็นสัปดาห์ที่ 5 ส่งผลให้สถานะเก็งกำไรในปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับ +258,946 สัญญา สูงสุดในรอบ 3 ปี โดยสาเหตุหลักมาจากความกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจจากพิษของสงครามการค้าที่ยืดเยื้อและการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางหลายแห่งที่ผ่อนคลายมากขึ้น ซึ่งเป็นตัวกดดัน Bond Yield ให้ปรับตัวลดลง ทั้งนี้ในช่วงปลายสัปดาห์เริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัวลง
การเข้ามาเก็งกำไรในตลาดทองคำในช่วงที่ผ่านมานั้น นอกจากจะทำให้ราคาขึ้นแล้ว สิ่งหนึ่งที่ตามมาหากเม็ดเงินไหลเข้าคือ การเก็งกำไร และราคาจะเริ่มผันผวนรุนแรงขึ้น สิ่งที่ต้องระมัดระวังคือ ถึงแม้ FED จะส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยอย่างชัดเจน แต่อาจจะไม่มากตามที่ตลาดได้มีการคาดการณ์กัน สังเกตจาก Bond yield ที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นถึงแม้ FED จะส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยก็ตาม