Weekly update (1-5 JUL) : Trade war

ตลาดทองคำในสัปดาห์ที่ผ่านมาเริ่มทรงตัวถึงปรับตัวลดลงเล็กน้อย ระหว่างสัปดาห์ปรับตัวสูงขึ้นแตะระดับ $1430 ก่อนที่จะเจอแรงขายให้ปิดใกล้เคียง $1410 และมีการทดสอบระดับ $1400 ระหว่างสัปดาห์ด้วย สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ Fund flow ที่ไหลเข้าตลาดทองคำอย่างต่อเนื่องและสู่ระดับสูงสุดในรอบ 1 ปีซึ่ง Fund flow จะเพิ่มความผันผวนให้กับตลาด จึงน่าจะมีความเคลื่อนไหวของราคาทองคำที่รุนแรงมากขึ้นต่อจากนี้ ซึ่งมองว่า จังหวะซื้อที่ดีควรจะอยู่บริเวณ $1360-1370 เนื่องจากมองการปรับตัวลดลงไปทดสอบระดับดังกล่าวอีกครั้ง หากในรอบนี้ราคาไม่หลุดลงมามองว่า จะเปิดขาขึ้นรอบใหม่ที่สูงกว่า $1450 ได้ ในระยะนี้จึงแนะนำเป็น Wait and see และหาจังหวะซื้อหากราคาปรับตัวลดลงมาด้านล่าง
ในขณะที่ท่าทีสงครามการค้ามีพัฒนาการที่ดีขึ้นหลังจากการประชุม G20 ซึ่ง ปธน.ทรัมป์ยืนยันการยกเลิกการขึ้นภาษี 3.25 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่จีนกลับมาซื้อสินค้าเกษตรกับอเมริกาพร้อมทั้ง ปธน.ทรัมป์ยังอนุญาติให้บริษัทในอเมริกาให้บริการและทำการซื้อ/ขายกับหัวเว่ย (Huawei) ได้ตามเดิม สร้างปัจจัยบวกให้กับตลาดหุ้นทั่วโลก
ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 3 ปี
ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ (Economic Confidence) เดือน มิ.ย. ปรับตัวลดลง -1.9 จุด เป็น 103.3 จุด ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ส.ค. 2016 ปรับตัวลดลงทุกภาคส่วนทั้งภาคบริการและภาคการผลิต โดยความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจกลับมาลดลงอีกครั้งหลังจากฟื้นตัวขึ้นในเดือนก่อน ท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้าที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา และความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะปรับขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์จากยุโรป รวมถึงความเสี่ยงที่อังกฤษจะแยกตัวออกจาก EU แบบไร้ข้อตกลงที่เพิ่มขึ้น และความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลอิตาลีกับ EU เรื่องการขาดดุลงบประมาณเกินเกณฑ์ที่จะกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้งในช่วงปลายไตรมาส 3
ในขณะที่ปัจจัยบวกทางฝั่งยูโรโซนยังมีอยู่คือ ท่าทีของธนาคารกลาง ECB ที่ยังผ่อนคลายนโยบายการเงิน ประกอบกับการผ่าน Stress test ของ Deutsche bank ซึ่งทำให้หุ้นธนาคารปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น สะท้อนเสถียรภาพทางการเงินของทางฝั่งยูโรโซนที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น หากจำก่อนหน้าได้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ปัญหาเรื่อง Deutsche bank ได้กดดันหุ้นกลุ่มธนาคารในยูโรโซนและทำให้ดัชนีปรับตัวลดลงแรง เนื่องจากเสถียรภาพและทุนสำรองของธนาคารกลางยังไม่เพียงพอ
Fed ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย …. แต่ไม่เท่าที่ตลาดคาดการณ์
นาย Jerome Powell ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) กล่าวย้ำความจำเป็นในการลดดอกเบี้ยเมื่อวานนี้ โดยระบุถึงความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะนับตั้งแต่ต้นเดือน พ.ค. ที่สหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนกลุ่ม 2 แสนล้านดอลลาร์ขึ้นเป็น 25% และเงินเฟ้อที่อ่อนแอลงต่ำกว่าเป้าหมายที่ 2% อย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ Fed มองความจำเป็นที่จะต้องผ่อนคลายนโยบายการเงินมีมากขึ้น
ขณะที่ฝั่งปธน. Donald Trump ที่ต้องการเปลี่ยนประธาน FED นาย Powell ให้ความเห็นว่าธนาคารกลางควรมีอิสระในการดำเนินนโยบายและไม่ควรโดนครอบงำโดยการเมือง โดยนาย Powell ได้เอ่ยถึงช่วงปี 1970s ที่ Fed โดนกดดันให้ลดดอกเบี้ยเพื่อหนุนให้เศรษฐกิจโตดีก่อนหน้าการเลือกตั้ง ซึ่งท้ายที่สุดก็ได้ส่งผลให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นแรงจนส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจในภายหลัง ซึ่งหากลดดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาดการณ์ถึง 4 ครั้งแล้วนั้น อาจจะทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบอีกครั้งหนึ่ง (เงินเฟ้อปัจจุบันประมาณ 1.9%) ซึ่งมองว่า ไม่น่าจะลดได้ขนาดนั้น จึงต้องระมัดระวังว่า การลดดอกเบี้ยของ FED อาจจะไม่มากเท่าที่คาดการณ์