Weekly update (24-28 JUN) : Three musketeers

สัปดาห์ที่ผ่านมาราคาทองคำปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นผ่านระดับ $1350 และไปทำจุดสูงสุดอยู่บริเวณ $1408 โดยมีปัจจัยบวกมาจากท่าทีผ่อนคลายนโยบายการเงินของทั้งสามธนาคารกลางโดยไล่มาตั้งแต่ FED ECB และ BOJ ที่ส่งสัญญาณการปรับลดดอกเบี้ยลงหากมีความจำเป็น เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนเยอะและส่งสัญญาณชะลอตัว รวมถึงพร้อมมีแผนรองรับโดยอาจจะมีการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเช่น การทำ QE กลับมาอีกครั้งในระยะ 1 -2 ปีข้างหน้า ส่งผลให้ตลาดหุ้นและทองคำปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องสัปดาห์ที่ผ่านมา และดัชนี SP500 ใกล้ทำ New high อีกรอบหนึ่ง แต่สิ่งหึ่งที่ต้องระมัดระวังคือ การลดดอกเบี้ยที่น้อยกว่าคาดการณ์ รวมถึง การลดแล้วเศรษฐกิจไม่ฟื้นอาจจะทำให้มีปัญหาในภายภาคหน้าสำหรับตลาดหุ้น (เงินเฟ้อปัจจุบันสูงกว่าอดีต การลดดอกเบี้ยแรงๆจึงทำได้ยากขึ้น)
ราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้นมานั้นมองว่า ในระยะสั้นอาจจะมีการพักตัวลงมาบ้าง โดยจุดที่น่าสนใจในการเข้าซื้ออีกครั้งจะอยู่บริเวณ $1370-1380 หากการพักตัวลงมารอบนี้และราคาไม่หลุดระดับดังกล่าวลงไป มองว่า ราคาทองคำจะสามารถผ่านแนวโน้มขาลงที่ดำเนินมาถึง 5 ปีได้
BoJ คงนโยบายการเงินเดิม
ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ที่ -0.1% สำหรับเงินสำรองส่วนเกินของธนาคารพาณิชย์ (Excess Reserves) บางส่วน และคงอัตราการเข้าซื้อสินทรัพย์ที่ 80 ล้านล้านเยนต่อปีนอกจากนี้ BoJ ยังย้ำว่าอัตราดอกเบี้ยจะคงอยู่ที่ระดับต่ำยาวไปจนถึงกลางปี 2020 เป็นอย่างน้อยโดยการตัดสินใจคงนโยบายการเงินเดิมของ BoJ ขณะที่ Fed มีท่าที dovish ขึ้นและส่งสัญญาณพร้อมปรับลดดอกเบี้ย ส่งผลให้ Bond Yield อายุ 10 ปีของญี่ปุ่นปรับลดลง สู่ระดับ -0.17% ใกล้หลุดกรอบล่างของ BoJ ที่ -0.2% ซึ่ง นาย Haruhiko Kuroda ประธาน BoJ ระบุว่าไม่กังวลกับการเคลื่อนไหวของ Bond Yield ในระดับปัจจุบัน และกล่าวว่า BoJ จะไม่เข้าแทรกแซงการเคลื่อนไหวของ Bond Yield โดยมองว่ากรอบ +/- 0.2% นั้น ควรมีความยืดหยุ่น
ในระยะข้างหน้าหาก Fed และ ECB ส่งผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม และส่งผลให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นสู่ระดับต่ำกว่า 100 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ BoJ ก็จะต้องตัดสินใจผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม โดยเราคาดว่า BoJ จะเพิ่มการเข้าซื้อ ETF หรือเพิ่มการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลที่ผูกกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐซึ่งค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นมานั้นทำให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นในปีนี้ยังไม่ให้ผลตอบแทนที่ดีเท่าไรนัก และ ลักษณะยังเป็นไปในทางทรงตัวหากเทียบกับประเทศอื่นๆ
ECB ส่งสัญญาณพร้อมผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมทั้งลดดอกเบี้ยและทำ QE หากเศรษฐกิจไม่ดีขึ้น
นาย Mario Draghi ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) กล่าวในการประชุมประจำปี ECB Forum ว่า หากแนวโน้มทางเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้นและเงินเฟ้อยังคงอ่อนแอ การผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมก็มีความจำเป็น โดยมีเครื่องมือพร้อมใช้ทั้งการปรับเปลี่ยนการส่งสัญญาณแนวทางของดอกเบี้ย การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงเพิ่มเติม และการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล (ทำ QE) อีกครั้ง ซึ่งนาย Draghi กล่าวว่าคณะกรรมการ ECB จะเริ่มพิจารณาถึงความเหมาะสมในการใช้เครื่องมือดังกล่าวในระยะใกล้นี้
ในขณะที่ทางฝั่ง Fed อาจปรับลดดอกเบี้ยลงเร็วกว่าที่คาด ซึ่งจะกดดันให้ ECB ต้องปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงตาม เพื่อลดผลกระทบโดยเฉพาะจากเงินยูโรที่จะแข็งค่าขึ้นซึ่งจะเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่อ่อนแอ ซึ่งอาจจะมีการปรับลด 0.25%-0.5% ในเดือน ตุลาคม โดยต้องรอดูทีท่าของ FED ในกลางเดือน ก.ค.ก่อนที่จะมีการขยับอัตราดอกเบี้ย ในภาพรวมนั้นการลดดอกเบี้ยถึงแม้จะดี แต่เป็นการลดในยามที่เศรษฐกิจเริ่มมีความเปราะบาง และหาก ECB ไม่ทำการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอาจจะทำให้เงินยูโรแข็งค่าขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจยุโรปซึ่งมีรายได้หลักมาจากการส่งออก
FED คงดอกเบี้ย แต่ส่งสัญญาณพร้อมลดดอกเบี้ยลงหากมีความจำเป็น
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.25-2.50% ตามที่คาด โดยนาย Jerome Powell ประธาน Fed ระบุว่าคณะกรรมการ Fed พร้อมทำทุกวิถีทางเพื่อให้เศรษฐกิจยังขยายตัวได้ดีต่อไป และคณะกรรมการ Fed หลายท่านมองความจำเป็นที่จะต้องผ่อนคลายนโยบายการเงินมีมากขึ้น โดย Fed ได้นำคำว่า “จะอดทนรอเพื่อประเมินสถานการณ์” ออกจากแถลงการณ์การประชุมรอบนี้ ซึ่งสะท้อนได้ว่า Fed พร้อมที่จะปรับลดดอกเบี้ยลงในระยะใกล้ทันทีหากเศรษฐกิจและเงินเฟ้อมีแนวโน้มอ่อนแอลงกว่าที่คาด
ส่วนประเด็นที่ปธน. Donald Trump ต้องการไล่นาย Powell ออกจากการเป็นประธาน Fed เนื่องจากมองว่าดำเนินนโยบายการเงินอย่างไม่เหมาะสมนั้น นาย Powell กล่าวว่า กฎหมายระบุค่อนข้างชัดเจนว่าเค้ามีวาระการดำรงแหน่ง 4 ปี ซึ่งนาย Powell กล่าวว่าตั้งใจที่จะทำงานให้ครบวาระดังกล่าว สื่งนี้เองทำให้ทองคำพร้อมกับตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับธนาคารกลางอื่นๆที่ส่งสัญญาณการปรับลดดอกเบี้ย (Dovish tone) ในระยะ 1-2 ปีข้างหน้าเนื่องจากความกังวลเรื่องสภาวะเศรษฐกิจถดถอย