Weekly update (10-14 JUN) : Facebook VS Huawei

ตลาดหุ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมาฟื้นตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่ง หลังจากท่าทีของสงครามการค้าเริ่มเบาบางลง ปธน.ทรัมป์ประกาศเลื่อนการเก็บภาษีนำเข้าจากประเทศเม็กซิโกออกไปก่อน ขณะที่สงครามการค้าระหว่างจีนดูเหมือนจะยังไม่มีอะไรใหม่ มีเพียง Facebook ที่ออกมาประกาศว่า จะไม่มีแอพพลิเคชันของ Facebook ในมือถือของ Huawei รุ่นใหม่ๆ แต่รุ่นเดิมยังใช้ได้ตามปกติ ในขณะที่การประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรนั้นออกมาไม่ดีช่วยยืนยันทิศทางการชะลอการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลก
ทั้งการประชุม FED และ ECB นั้นส่งสัญญาณในรูปแบบคล้ายคลึงกันคือ ชะลอการขึ้นดอกเบี้ย (Dovish tone) ซึ่งช่วยให้ตลาดหุ้นและตลาดทองคำปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นในทิศทางเดียวกันตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา และมองว่า ด้วยปัจจัยลบเรื่องดอกเบี้ยที่คอยดันทองคำในปีก่อนหน้าหมดไป ราคาทองคำมีโอกาสสูงที่จะกลับขึ้นไปทดสอบระดับ $1400 อีกครั้ง ในขณะที่มีเงื่อนไขคือ ต้องผ่านระดับ $1350 ซึ่งเป็นแนวต้านสำคัญให้ออกได้อย่างแข็งแกร่ง ในช่วงนี้แนะนำ หาจังหวะซื้อ ในช่วงที่ราคาปรับตัวลดลงมาด้านล่าง (มองพักไม่มาก)
ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรขยายตัวน้อยกว่าคาดการณ์
ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรขยายตัวเพียง 75,000 ตำแหน่ง โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 175,000 ตำแหน่ง เป็นผลจากการชะลอตัวลงในทุกภาคส่วน ขณะที่อัตราว่างงานยังทรงตัวอยู่ระดับ 3.6% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำสุดในรอบ 49 ปี และค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยต่อชั่วโมงขยายตัว 0.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า (ล่าสุดอยู่ที่ $27.8 ต่อชั่วโมง) โดยรวมแล้วการจ้างงานชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งการชะลอตัวลงของตลาดแรงงานจะช่วยสนับสนุนนโยบายของ FED ที่เริ่มเปลี่ยนเป็น Dovish tone มากขึ้น (ไม่ขึ้นดอกเบี้ย) เนื่องจากท่าทีของ FED ในการประชุมที่ผ่านมานั้นแสดงให้เห็นถึงความกังวลเศรษฐกิจโลกอย่างชัดเจน ส่งผลให้ความน่าจะเป็นที่ FED จะลดดอกเบี้ยในปีนี้และปีหน้าที่สะท้อนผ่านตลาดฟิวเจอร์ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น
จากทิศทางดังกล่าวมองว่าในรอบนี้ ทองคำจะได้รับประโยชน์จากทั้งดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มชะลอตัว และ เป็นไปในทิศทางเดียวกันทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นที่เริ่มเห็นความผันผวนสูงขึ้น จึงมีปัจจัยสนับสนุนในระยะกลาง เทียบกับช่วงปีก่อนหน้าที่ทิศทางดอกเบี้ยกดดันราคาทองคำไว้ตลาดทั้งปี (แต่ทองคำกลับไม่ได้ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัฐญในปีที่ผ่านมา)
ECB ชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยออกไปจนถึงกลางปีหน้า
ธนาคารกลางยุโรป (ECB) คงนโยบายการเงินเดิมตามคาด แต่ยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัย เช่น Brexit และนโยบายกีดกันการค้า ประกอบกับเงินเฟ้อที่ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าเป้าหมายที่ 2% ทำให้ ECB ส่งสัญญาณชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกออกไปอีก จนถึงกลางปีหน้าเป็นอย่างน้อย พร้อมทั้งปรับคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้ขึ้นเล็กน้อย โดยประธาน ECB นาย Draghi ระบุว่าคณะกรรมการได้มีการพูดถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเพิ่มเติม รวมถึงการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลหรือทำ QE อีกครั้ง
สำหรับประเด็นการใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบเป็นระยะเวลานานจนส่งผลกระทบต่อกำไรของธนาคารพาณิชย์และความสามารถในการปล่อยกู้นั้น นาย Draghi กล่าวว่าได้มีการหารือถึงเรื่องนี้กันอย่างต่อเนื่อง แต่ท้ายที่สุดก็ยังคงสรุปว่าไม่ส่งผลกระทบจนน่ากังวล ทำให้โอกาสที่ ECB จะใช้ระบบ ‘Tiering system’ ซึ่งจะยกเว้นเงินสำรองของธนาคารพาณิชย์ที่ฝากไว้กับ ECB บางส่วนจากดอกเบี้ยติดลบ (เช่นเดียวกับธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) นั้นมีลดลงไป โดยรวมแล้วทิศทางของ ECB ยังค่อนข้างเป็น Dovish tone หรือ ยังกระตุ้นเศรษฐกิจแบบอ่อนๆ แต่ทิศทางยังไม่ชัดเจนมาก ซึ่งอัตราดอกเบี้ยนั้นคาดว่าอย่างน้อยต้องมาติดตามกันในปีหน้าอีกรอบหนึ่ง (ปีนี้น่าจะไม่มีการปรับขึ้น)
ปธน. Trump เลื่อนการเก็บภาษีนำเข้าจากเม็กซิโก
ปธน. Donald Trump เลื่อนการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากเม็กซิโก โดยตามเดิมนั้นโดยหากไม่มีอะไรคืบหน้า สหรัฐฯ ก็จะเดินหน้าปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าทั้งหมดของเม็กซิโกมูลค่ารวม 350 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ 5% ในวันจันทร์ที่ 10 มิ.ย.นี้ และจะปรับขึ้นต่อจากนั้นเดือนละ 5% จนอยู่ที่ระดับ 25% ในเดือนตุลาคม หากไม่มีความคืบหน้าเรื่องผู้อพยพเพิ่มเติม ในกรณีที่ภาษีนำเข้าถูกปรับขึ้น คาดว่าจะปรับขึ้นไม่เกิน 10%เนื่องจากผลกระทบต่อเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่ายมีค่อนข้างสูง โดยเฉพาะผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมรถยนต์ (ราว 27% ของสินค้าที่สหรัฐฯ นำเข้าจากเม็กซิโกเป็นกลุ่มรถยนต์) ในขณะที่สงครามการค้าระหว่างจีนก็ดูเหมือนจะบรรเทาลงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังไม่มีอะไรใหม่เพิ่มเติม ยกเว้น บริษัท Facebook ออกมาประกาศจุดยืนว่าในโทรศัพท์ Huawei รุ่นใหม่ๆ จะไม่มี App facebook ติดตั้งมาให้กับตัวเครื่องในขณะที่รุ่นที่มีขายในปัจจุบันจะยังคงใช้ได้ตามปกติ
การเลื่อนการเก็บภาษีช่วยทำให้ตลาดหุ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมาฟื้นตัวขึ้นจากจุดต่ำสุดที่ลงไป ในขณะที่ตลาดหุ้นจีนยังไม่เห็นการฟื้นตัวเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้วมีวันหยุดทำการหลายวัน ทำให้ตลาดไม่เปิดทำการ จึงต้องติดตามว่า หากเปิดตลาดมาจะรับข่าวบวกพร้อมกับประเทศอื่นๆหรือไม่