Weekly update (3-7 JUN) : Rare earth

ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากทิศทางของเศรษฐกิจโลกดูเหมือนจะมีการชะลอตัวลงโดยมีปัจจัยหลักมาจากสงครามการค้า และปัญหาทางฝั่งยูโรโซนที่ยังไม่ได้ข้อสรุป รวมทั้งปัญหาของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่อาจจะโดนกฎหมายการผูกขาดเข้ามาควบคุม ส่งผลให้บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างเช่น Google ราคาหุ้นปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะนักลงทุนกังวลว่าอนาคตอจจะมีนโยบายในการแบ่งบริษัทเพื่อลดความผูกขาดลง เหมือนอย่างเช่น Standard oil ในสมัยก่อนที่มีขนาดใหญ่จนต้องแตกออกเป็นบริษัทลูกเล็กๆเพื่อให้บริษัทอื่นสามารถเข้ามาดำเนินธุรกิจได้
ทางฝั่ง Bond yield ก็ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องเช่นกันสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางของนักลงทุนที่หนีเข้าไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งก่อนหน้าเคยแนะนำให้ถือทองคำเพื่อเป็นการกระจายการลงทุนในยามที่หุ้นเริ่มมีปัญหา ปัจจุบันเงินเริ่มไหลเข้าแล้ว และมองว่าจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นในระยะกลาง โดยมีแนวต้านระยะสั้นคือ $1350 หากผ่านไปได้ติดตามระดับ $1400 ในปีนี้
EU อาจพิจารณาลงโทษรัฐบาลอิตาลีในกรณีจัดทำงบประมาณขาดดุลเกินเกณฑ์
นาย Matteo Salvini รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค Lega หนึ่งในแกนนำรัฐบาลร่วมของอิตาลีเปิดเผยว่า อิตาลีอาจโดน EU ปรับเป็นเงินจำนวน 3 หมื่นล้านยูโร โทษฐานที่ละเมิดกฎการคลังของ EU (Fiscal Rules) โดยในปลายเดือน ธ.ค. 2018 EU ได้ยอมรับร่างงบประมาณปี 2019 ของอิตาลีที่ตั้งเป้าขาดดุลกาารคลังไว้ที่ 2.04% ของ GDP และได้หลีกเลี่ยงการใช้มาตรการรุนแรง‘Excessive Deficit Procedure (EDP)’ ซึ่งเป็นมาตรการที่อาจส่งผลให้รัฐบาลอิตาลีต้องเสียค่าปรับในภายหลัง
ในขณะที่สภาวะทางเศรษฐกิจที่ไม่ดีในปีนี้ ประกอบกับการที่รัฐบาลอิตาลียังเดินหน้าใช้จ่ายเต็มที่ ก็ได้ส่งผลให้การขาดดุลการคลังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเกินจากเป้าได้ตกลงกับ EU ไว้ และจะ ส่งผลให้ระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ของอิตาลี (อยู่ที่ราว 132% ต่อ GDP ซึ่งสูงเป็นอันดับ 2 รองจากกรีซ) อยู่ในแนวโน้มเพิ่มขึ้นซึ่งขัดกับกฎของ EU และนับเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ ซึ่งนับเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจยูโรโซน เนื่องจากอิตาลีมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของกลุ่ม
ตัวเลขเศรษฐกิจในยูโรโซนยังไม่โดเด่น
ผลการเลือกตั้งรัฐสภายุโรป ชี้ว่ากลุ่มพรรคที่มีนโยบายประชานิยมได้รับเสียงในสภาเพิ่มขึ้นอยู่ที่ราว 23% จาก 16% ในการเลือกตั้งครั้งก่อนในปี 2014 ซึ่งรัฐสภายุโรปมีบทบาทสำคัญหลายอย่างทั้งการอนุมัติงบประมาณของ EU ,การพิจารณาร่างกฎหมาย ,การให้ความเห็นชอบข้อตกลงระหว่างประเทศที่สำคัญ และให้การรับรองผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญต่างๆ ในคณะกรรมการยุโรป เช่น ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) และประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ดังนั้นเสียงในสภาที่แตกประกอบกับกลุ่มพรรคที่มีนโยบายประชานิยมที่มีเสียงในสภามากขึ้น ย่อมส่งผลต่อการผ่านนโยบายต่างๆ ในระยะข้างหน้า และจะกระทบเสถียรภาพของกลุ่ม EU
ในขณะที่ยอดปล่อยสินเชื่อของยูโรโซนเดือน เม.ย. เร่งตัวขึ้่น โดยยอดปล่อยสินเชื่อสู่ภาคธุรกิจ (Corporates) เร่งตัวขึ้นเป็น +3.9% YoY จาก +3.6% ในเดือนก่อน ซึ่งนับเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 เดือน และยอดปล่อยสินเชื่อภาคครัวเรือน (Household) เร่งตัวขึ้นเป็น +3.4% YoY จาก +3.3% YoY ในเดือนก่อน ซึ่งนับเป็นการขยายตัวสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2009โดยสินเชื่อที่เร่งตัวขึ้นเกิดจากประเทศเยอรมนีและฝรั่งเศสเป็นหลัก ขณะที่ของอิตาลีและสเปนยังอ่อนแอ โดยยอดปล่อยสินเชื่อภาคธุรกิจของอิตาลีและสเปนได้หดตัวต่อเนื่อง
รัฐบาลจีนอาจจำกัดการส่งออก Rare earths เพื่อตอบโต้เรื่องการค้ากับสหรัฐฯ
รัฐบาลจีนอาจตัดสินใจจำกัดการส่งออกกลุ่มโลหะธาตุหายาก (Rare earths) ไปยังสหรัฐฯ ซึ่งสหรัฐฯ เพิ่งพาการนำเข้า Rare earths จากจีนมาก (ราว 80% ของการนำเข้าทั้งหมด) เพื่อใช้ในการผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยี เช่น แม่เหล็ก ,smartphone, รถยนต์ไฟฟ้า เครื่องฉายรังสีเอ็กซเรย์ และ อุปกรณ์ที่ใช้แม่เหล็กเป็นส่วนประกอบ ดังนั้น หากจีนจำกัดปริมาณการส่งออก Rare earths มายังสหรัฐฯ ย่อมส่งผลกระทบต่อบริษัทไอทีชั้นนำ เช่น Apple โดยจีนมีการส่งออกแร่ Rare earth จำนวน 120,000 ตัน ในขณะที่ปริมาณการส่งออกทั่วโลกคิดเป็น 170,000 ตัน ซึ่งคิดเป็นกว่า 70% ของปริมาณการผลิตทั้งหมดของโลก
ความเป็นไปได้ที่ทั้งสองฝ่ายจะได้ข้อตกลงการค้าในบางส่วนและสหรัฐฯ จะระงับการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนกลุ่มสุดท้าย (3 แสนล้านดอลลาร์) ออกไปก่อนในการประชุม G20 ปลายเดือน มิ.ย. มีลดลง ทั้งจากการออกมาตอบโต้กันอย่างต่อเนื่องของทั้งสองฝ่าย และการที่สหรัฐฯ ประกาศแบน Huawei เนื่องจากมองว่ามีความเสี่ยงต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ ซึ่งประเด็นนี้เป็นความเสี่ยงหลักของเศรษฐกิจโลก หากการเจรจาไม่สำเร็จจะส่งผลกระทบต่อ GDP ทั้งอเมริกาและจีนราว 0.3-0.4%