Weekly update (13-17 MAY) :Trade war ,still

สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มผันผวนอีกครั้งหนึ่ง หลังจากการเจรจาเรื่องสงครามการค้าดูเหมือนจะปะทุขึ้นมาอีกครั้ง เนื่องจากปธน.ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนวงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์ (ที่เป็นวงเงินเท่าเดิมอยู่แล้ว) โดยอัตราที่จัดเก็บจากเดิม 10% กลายเป็น 25% แต่การเจรจาล่าสุดพบว่าอาจจะเลื่อนไปอีก 1 เดือน ทำให้ตลาดหุ้นที่ปรับตัวลดลงเฉลี่ย - 5 % ระหว่างสัปดาห์เริ่มหยุดลง และอาจจะมี Technical rebound กลับขึ้นไปจากตรงนี้ได้
ขณะที่ทองคำโลกค่อยๆปรับตัวสูงขึ้นออกจากแนวรับบริเวณ $1270 ในสัปดาห์ก่อนหน้า แต่การปรับตัวยังไม่ได้มีความแข็งแกร่ง เป็นไปในลักษณะของ Sideway up จากตรงนี้มองว่า ราคาทองคำในสัปดาห์นี้จะปรับตัวสูงขึ้นต่อ แต่ต้องระมัดระวังเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นแรงจากการเป็น Safe asset ในช่วงที่เกิดสงครามการค้า ซึ่งถึงแม้ราคาทองคำในต่างประเทศจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น แต่หากเงินบาทแข็งค่าเร็วเกินไปจะทำให้ราคาทองคำไทยปรับตัวลดลง ทั้งนี้มองว่า หากสงครามการค้าคลี่คลายลง เงินที่ไหลเข้ามาพักในสกุลเงินบาทจะมีแรงขายออกไปบางส่วน และช่วยให้เงินบาทไม่ได้แข็งค่าแรงเหมือนในช่วงที่เกิดเหตุการณ์
ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของยูโรโซน เดือน มี.ค. ขยายตัวดีกว่าคาด
ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือน มี.ค. ขยายตัว +0.5% จาก +0.4% ในเดือนก่อนหน้า สวนทางกับตลาดคาดที่จะหดตัว -0.5% จากแรงหนุนของภาคก่อสร้าง และพลังงาน ขณะที่ผลผลิตในกลุ่มสินค้าทุนซึ่งรวมถึงรถยนต์ยังคงอ่อนแอ ซึ่งผลผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ออกมาดีกว่าคาดต่อเนื่อง 2 เดือน คาดว่าจะหนุนให้ GDP ไตรมาส 1 ของยูโรโซน (ประกาศวันที่ 15 มิถุนายน) ออกมาดีกว่าที่ได้คาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ภาคการผลิตของเยอรมนีจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปเท่านั้นท่ามกลางความเสี่ยงจากความตึงเครียดทางการค้าและ Brexit ซึ่งสะท้อนได้จากดัชนีชี้วัดความเชื่อมั่นในภาคการผลิตเช่น PMI ที่ยังไม่ฟื้นตัว
ถึงแม้ตัวเลขเศรษฐกิจในยูโรโซนในภาพรวมจะออกมาดีขึ้น แต่ด้วยสภาวะตลาดที่นักลงทุนยังคงกังวลเรื่องของสงครามการค้าและทำให้หุ้นปรับตัวลดลง ผลกระทบดังกล่าวส่งมาถึงหุ้นกลุ่มยูโรโซนด้วย โดยเฉลี่ยดัชนีปรับตัวลดลงประมาณ 5% ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา สอดคล้องกับการปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นทั่วโลก ส่วนผลกระทบกับราคาทองคำจากประเด็นนี้มองว่า ยังไม่ได้มีผลกระทบโดยตรงต่อราคาทองคำ
สงครามการค้าปะทุขึ้นอีกครั้ง และยังไม่สามารถเจรจากันได้
ปธน.ทรัมป์ขึ้นภาษีสินค้าจีนอีกครั้งหนึ่ง หลังจากการเจรจายังไม่เป็นผลสำเร็จ โดยกล่าวหาว่า จีนได้มีการแก้ขอสัญญาหลายเรื่องจนเกินไป โดยการขึ้นรอบนี้ ขึ้นในสินค้าวงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์ (ที่เป็นวงเงินเท่าเดิมอยู่แล้ว) โดยอัตราที่จัดเก็บจากเดิม 10% กลายเป็น 25% ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปั่นป่วนอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจาก สภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอยู่แล้ว หากเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้นจะกระทบมากขึ้นไปอีก (ล่าสุดทรัมป์ส่งสัญญาณพักรบ โดยการยืดการขึ้นภาษีไปอีก 1 เดือน)
ในขณะที่การเจรจาในวันศุกร์ที่ผ่านมา รมว.คลังสหรัฐ สตีเวน มนูชิน ได้มีการเจรจากับ รองนายกรัฐมนตรีจีน หลิว เหอ แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป พร้อมทั้งอาจจะมีการนัดเจรจากันอีกรอบหนึ่งที่กรุงปักกิ่งในช่วงระยะเวลาอันใกล้นี้ ในขณะที่ตลาดหุ้นวันศุกร์รีบาวน์กลับขึ้นมาเล็กน้อยหลังจากปรับตัวลดลงมากว่า 5% ในรอบ 1 สัปดาห์ ในขณะที่ตลาดหุ้นจีนที่จดทะเบียนในแผ่นดินใหญ่ (H-share) ปรับตัวลดลงกว่า 8% ตลอดระยะเวลา 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นการปรับตัวลดลงที่เร็ว
ค่าเงินบาทไทยแข็งค่าอีกครั้งในรอบ 1 เดือน
หลังจากมีความไม่สงบจากสงครามการค้า เงินบาทได้แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐมาที่ 31.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เป็นผลมาจาก เงินบาทของประเทศไทยเป็น 1 ในสกุลเงินที่เป็น Safe asset ในเอเชียแปซิฟิก เช่นเดียวกับ เงินเยน เงินดอลลาร์ เงินสวิสฟรังซ์ เป็นผลมาจากทุนสำรองของประเทศไทยอยู่ในระดับที่สูงติดอันดับต้นๆของโลก และประเทศไทยมีสินค้าส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าโดยตรงอย่างเช่น เทคโนโลยีค่อนข้างน้อย กระแสเงินทุนต่างชาติเลยไหลเข้ามายังประเทศไทย ท่ามกลาง ความผันผวนของตลาดหุ้นทั่วโลก
การไหลเข้ามานั้นจะเห็นว่า ต่างชาติไม่ได้เพิ่มน้ำหนักเข้าไปลงทุนในหุ้น ไหลเข้ามาเป็นเพียงที่พักเงินเท่านั้น จึงมองว่า หากภาวะสงครามการค้าเริ่มคลี่คลาย เงินบาทน่าจะเริ่มอ่อนค่ากลับไปได้บ้าง ในขณะที่ภาพรวมของเงินบาทยังคงแกว่งตัวออกข้างในภาพใหญ่ ยังไม่ได้มีการเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญ การแข็งค่าในช่วงที่ผ่านมากดดันราคาทองคำในไทยให้ปรับตัวลดลง