Weekly update (7-10 MAY) :ทรงพระเจริญ

สัปดาห์นี้จะเป็นสัปดาห์ที่มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ 10 ของประเทศไทยเรา จึงเป็นวันหยุดทำการของประเทศไทย ระหว่างวันหยุดนั้นมีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นคือ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าสหรัฐจะเริ่มจัดเก็บภาษีกับสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ในอัตราใหม่ 25% ในวันศุกร์ (10พ.ค.)นี้ หลังจากการเจรจายังมีความล่าช้า ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลง ถึงแม้ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราว่างงานจะออกมาดีก็ตาม แต่เรื่องสงครามการค้านักลงทุนมองว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่กว่า ซึ่งมีทั้งฝั่งที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย (ฝั่งไม่เห็นด้วยมองว่า การขึ้นภาษีก็จะนำไปสู่สินค้าในประเทศอเมริกาแพงขึ้น และจะนำไปสู่ต้นทุนที่สูงขึ้น)
สำหรับทิศทางราคาทองคำมองว่าด้วยความไม่แน่นอนของตลาดหุ้น รวมถึงค่าเงินดอลลาร์ที่มี upside จำกัด จึงมองว่า ในช่วงแบบนี้การสะสมทองคำเข้าในพอร์ตการลงทุนจะมีความสำคัญ และหากมองดูภาพเทคนิคอลในรายวันแล้วพบว่า ราคารีบาวน์ออกจากเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันพอดี มองว่าเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนให้ทองคำปรับตัวสูงขึ้นได้ในสัปดาห์นี้
Fed คงดอกเบี้ย ขณะที่นาย Powell ระบุเงินเฟ้อที่ลดลงเป็นผลจากปัจจัยชั่วคราว
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.25-2.50% โดยรายงานการประชุมระบุว่า Fed มองเศรษฐกิจโดยรวมขยายตัวได้ดีและตลาดแรงงาน แข็งแกร่ง (ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ออกมาในวันศุกร์ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 263,000 ตำแหน่ง ในขณะที่อัตราว่างงานปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 50 ปี ) แต่Fed ระบุว่าพัฒนาการของเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงินที่ยังไม่แน่นอน ประกอบกับแรงกดดันเงินเฟ้อที่อ่อนแอ ทำให้ Fed จะยังอดทนรอประเมินสถานการณ์ในระยะข้างหน้าก่อนที่จะตัดสินใจปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้ง โดยมองว่าอัตราดอกเบี้ยที่ระดับปัจจุบันยังมีความเหมาะสม
นาย Jerome Powell ประธาน Fed กล่าวว่าเงินเฟ้อที่อ่อนแอในช่วงที่ผ่านมาเป็นผลจากปัจจัยชั่วคราวและไม่ได้ชี้ถึงความจำเป็นที่จะต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง และยังมองว่าตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งและเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวได้ดี จะหนุนให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นกลับเข้าสู่เป้าหมายที่ 2% ในระยะข้างหน้า ทำให้ ตลาดเริ่มคาดหวังว่า Fed จะลดดอกเบี้ยลงภายในปีนี้หลังจากการประชุมเดือน มี.ค. ซึ่งเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น
GDP ไตรมาส 1 ของยูโรโซน +0.4% ดีกว่าคาด ลดแรงกดดันต่อ ECB ในการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม
GDP ไตรมาส 1 (เบื้องต้น) ขยายตัว +0.4% QoQ ฟื้นตัวขึ้นจาก +0.2% QoQ ไตรมาสก่อน และดีกว่าตลาดคาดที่ +0.3% QoQ เป็นผลจากการฟื้นตัวของตัวเลขเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำกว่าคาดอย่างมากในไตรมาสที่ 4 ปีที่แล้วจากผลกระทบของปัจจัยชั่วคราว เช่น ยอดจดทะเบียนรถยนต์ในยุโรปที่ได้รับผลกระทบจากการปรับเปลี่่ยนมาตรฐานไอเสียรถยนต์ ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และปริมาณสินค้าคงคลังที่หดตัวแรง ขณะที่ภาคก่อสร้างได้รับปัจจัยหนุนจากสภาวะอากาศที่เอื้ออำนวยทำให้ขยายตัวสูงในไตรมาส 1 ซึ่งปัจจัยดังกล่าวไม่ได้สะท้อนถึงโมเมนตัมทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวดีขึ้นชัดเจน
GDP ที่ขยายตัวดีกว่าคาดนี้จะช่วยลดแรงกดดันต่อธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม และคาดว่า ECB จะชะลอการตัดสินใจปรับเปลี่ยนนโยบายและการเปิดเผยรายละเอียดในส่วนของแรงจูงใจในการเข้าร่วมโครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ TLTRO3 ออกไปเป็นในการประชุมเดือน ก.ค. โดยรวมแล้วหุ้นยุโรปในปีนี้ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นเป็นลำดับต้นๆ จากปีที่แล้วที่ปรับตัวลดลงแรงเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ Valuation ของหุ้นในกลุ่มยูโรโซนหากเทียบกับอเมริกาพบว่ายังมีความถูกกว่า
สงครามการค้าเริ่มกลับมาอีกครั้งหนึ่ง
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าสหรัฐจะเริ่มจัดเก็บภาษีกับสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ในอัตราใหม่ 25% ในวันศุกร์ (10พ.ค.)นี้ โดยจากข้อความในทวีตเตอร์ทรัมป์กล่าวว่า 10 เดือนที่ผ่านมาจีนต้องเสียภาษีให้สหรัฐ 25% ในส่วนของสินค้าเทคโนโลยีสูง (High Tech Goods) แต่เสียเพียงแค่ 10% สำหรับสินค้าอื่นๆ เพราะว่าทรัมป์นั้นได้เลื่อนกำหนดขึ้นภาษีกับจีนออกไป ออกไป นับตั้งแต่จับมือกับ สี จิ้นผิง ไปตอนเดือนธันวาที่ผ่านมา ว่าทั้งสองฝั่งจะมาเจรจากัน แต่มาวันนี้ เนื่องจากการเจรจาเป็นไปได้ล่าช้า และจีนก็พยายามต่อรองมากเกินไป ดังนั้นเราจะขึ้นภาษีในส่วนสินค้าอื่นจาก 10% เป็น 25% หากเจรจายังไม่บรรลุภายในวันศุกร์
อย่างไรก็ตาม ทั้งสหรัฐและจีนยังมีกำหนดประชุมกันครั้งใหญ่ในวันพุธระหว่าง นาย สตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ และนาย โรเบิร์ต ไลท์ธิเซอร์ ผู้นำคณะเจรจาการค้าของสหรัฐฯ ก็เคยได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า มั่นใจว่าจีนและสหรัฐนั้นจะสามารถบรรลุการเจรจาได้มีความคืบหน้าในเรื่องเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและการมีสิทธิในการเข้าไปลงทุนในตลาดจีนได้คล่องตัวขึ้น ล่าสุดตลาดหุ้นจีนโดยเฉลี่ยปรับตัวลดลงประมาณ -4% ในช่วงเปิดตลาด