Weekly update (1-5 APR): Article 50

ประเด็นความไม่แน่นอนในเรื่องของ BREXIT นั้นยังคงอยู่หลังจากรัฐสภา EU ไม่ยอมรับร่างของอังกฤษเป็นครั้งที่ 3 ในขณะที่สงครามการค้ายังไม่มีท่าทีที่ชัดเจน แต่ในเบื้องต้นยังเป็นปัจจัยบวก ซึ่งคาดการณ์กันว่าจะสามารถเจรจากันได้ลงตัว สิ่งที่น่าสนใจในรอบ 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมานั้นคือ เรื่องของ Inverted yield curve ที่มีสาเหตุมาจากการที่ FED ขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง ในขณะที่การเติบโตยังไม่เพียงพอที่จะรองรับดอกเบี้ยในระดับที่สูง จนทำให้ดอกเบี้ยระยะยาวเริ่มกลับมาต่ำกว่าระยะสั้น เนื่องจากนักลงทุนมองว่า ในอนาคตดอกเบี้ยจะไม่สูงไปกว่านี้ หรือ อาจจะถึงขั้นปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก แต่โดยทั่วไป การเกิด Inverted yield curve จะนำไปสู่สภาวะเศรษฐกิจถดถอยในช่วงระยะเวลาเฉลี่ย 1-2 ปีข้างหน้า จึงทำให้เกิดแรงขายออกมาจากตลาดหุ้น ทองคำ และ สินทรัพย์อื่นๆกลับเข้าไปยังตลาดพันธบัตรระยะยาว ที่นักลงทุนมองว่าน่าจะสามารถทำกำไรได้
เรื่อง Inverted yield curve นั้นมองว่าจะเป็นเพียงปัจจัยระยะสั้นเท่านั้น เนื่องจากเป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้กันอยู่แล้ว ในขณะที่ทิศทางดอกเบี้ยในอนาคตทรงตัวถึงลดลง จึงมองประเด็นเรื่องนี้เป็นบวกกับราคาทองคำในระยะยาว จึงแนะนำหาจังหวะซื้อหากราคาปรับตัวลดลงมาด้านล่าง
GDP ของอเมริกาขยายตัวน้อยกว่าที่คาดการณ์
GDP ของอเมริกาในไตรมาส 4 ถูกปรับลดลงเหลือระดับ +2.2% ชะลอตัวลงจาก +3.4% ในไตรมาสก่อน และต่ำกว่าตลาดคาดเล็กน้อย (+2.3%) เป็นผลมาจาก อุปสงค์ในประเทศ ที่ขยายตัวเพียงเป็น 2.6 % เทียบกับ 3.0% ในไตรมาสก่อน นำโดยการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ (Residential investment) ที่ถูกปรับลดลง เป็น -4.7% (เทียบกับ -3.6% ไตรมาสก่อน) และการบริโภคเอกชนถูกปรับลด เป็น +2.5% (เทียบกับ+3.5% ไตรมาสก่อน) ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐถูกปรับลดลง เป็น -0.4% (เทียบกับ 2.6% ไตรมาสก่อน) ผลกระทบส่วนหนึ่งมาจากการปิดหน่วยงานภาครัฐบางส่วนเป็นการชั่วคราว (Government Shutdown) ซึ่งกินระยะเวลารวม 5 สัปดาห์ (22 ธ.ค.- 25 ม.ค. 2019) ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และสินค้าคงคลังที่เพิ่มขึ้นมาก
ตัวเลขที่ออกมาน้อยลง โดยปกติแล้วจะทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า แต่ในรอบนี้กลับไม่ได้ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนั้นแล้วทองคำกลับไม่ได้ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ในทางกลับกัน ปรับตัวลดลงกว่า 1% ซึ่งมองว่าประเด็นเรื่องที่เศรษฐกิจแย่นั้นตลาดมองว่าเป็นผลจาก Government shutdown ซึ่งเกิดเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ติดตาม BREXIT ในขณะที่ ECB พร้อมชะลอดอกเบี้ย
สภาอังกฤษมีมติไม่เห็นชอบกับ 8 ทางเลือกที่ถูกนำเสนอขึ้นเพื่อทดแทนข้อตกลง Brexit ของนาง Theresa May นายกรัฐมนตรีอังกฤษ โดยสองทางเลือกที่ได้รับเสียงโหวตสูงสุดได้แก่ การอยู่ในสหภาพศุลกากร (Custom Union, 264 ต่อ 272 เสียง) และการจัดทำประชามติรอบสอง (2nd Referendum, 268 ต่อ 295 เสียง) โดยก่อนหน้านี้ นายกฯ May กล่าวว่าหากสภาโหวตเห็นชอบข้อตกลง Brexit ในการโหวตรอบที่ 3 ก็จะยอมลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรค Conservative ซึ่งประเด็นนี้ยังคงต้องติดตามกันไปอีกสักระยะหนึ่ง โดยสถานการณ์ล่าสุดยังไม่ผ่านสภา และจะทำให้อังกฤษได้ขยายเวลาการใช้ Article 50 ออกไปจนถึง 12 เมษายนนี้เท่านั้น ทางฝั่งประธาน ECB กล่าวพร้อมที่จะชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยออกไปอีกหากมีความจำเป็น ขณะที่จะหาทางลดผลกระทบต่อธนาคารพาณิชย์ จากการใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบเป็นระยะเวลานาน
ECB ได้ส่งสัญญาณชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยออกไปจนถึงสิ้นปีนี้ในการประชุมครั้งล่าสุดวันที่ 7 มี.ค. อย่างไรก็ดี จะช่วยลดผลกระทบได้มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับรายละเอียดของข้อเสนอว่าจะจูงใจธนาคารพาณิชย์มากน้อยแค่ไหน ล่าสุดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของยูโรโซน (Bund) เริ่มปรับตัวลดลงอีกครั้งหนึ่ง
Inverted yield curve
สัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์ของ Yield curve ที่เกิด Invert ขึ้น กล่าวคือ ในสภาวะเศรษฐกิจที่ปกติ ผลตอบแทนของพันธบัตรระยะยาวจะสูงกว่าระยะสั้น เนื่องจาก เงินเฟ้อ และ ความไม่แน่นอนที่จะได้เงินในอนาคต (ระยะยาว ต้องให้ดอกเบี้ยสูงขึ้นเพื่อจูงใจ และ ชดเชยค่าเสียโอกาส รวมถึงชดเชยความเสี่ยง) ปัจจุบันส่วนต่างระหว่างพันธบัตรระยะยาว เริ่มปรับตัวลดลงต่ำกว่าระยะสั้น จนทำให้นักลงทุนเริ่มเกิดความกังวลว่าในอนาคตจะเกิดสภาวะเศรษฐกิจถดถอย และ การเกิดนั้นบ่งชี้ว่านอนาคตอาจจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย
FED fund future บ่งชี้ว่าความน่าจะเป็นที่ FED จะลดดอกเบี้ยในปีหน้านั้นสูงขึ้นถึง 60% จนทำให้เม็ดเงินไหลเข้าไปยังตลาดพันธบัตรที่มีอายุยาวในปริมาณมาก และส่วนหนึ่งได้ไหลออกจากตลาดหุ้น และ ตลาดทองคำ แต่ปัจจัยดังกล่าวมองว่า ตลาดเริ่มรับรู้กันไประดับหนึ่งแล้ว และคาดว่าการปรับตัวลดลงโดยไม่มีสาเหตุของราคาทองคำจะเป็นเพียงระยะสั้นเท่านั้น ส่วนปัญหาเรื่อง Inverted yield curve ต้องติดตามว่า จะคลี่คลายอย่างไร โดยเฉพาะประเด็นเรื่องของการลดดอกเบี้ย