Weekly update (11-15 MAR) : ECB dovish tone

ตลาดหุ้นเริ่มกลับมากังวลเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังจากการประชุม ECB ที่พบว่า นาย ดรากี้ ประธาน ECB เปลี่ยนท่าทีไปเป็น Dovish tone มากขึ้น กล่าวคือ มีการใช้นโยบาย TLTRO หรือการปล่อยกู้พิเศษให้ธนาคารพาณิชย์ระลอกใหม่ โดยเป็นผลมาจากการชะลอตัวของภาคการผลิตเนื่องมาจากสงครามการค้าระหว่างจีนและอเมริกา จากปัจจัยดังกล่าวทำให้ค่าเงินยูโรปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือน พร้อมกับการปรับตัวลดลงของราคาทองคำและตลาดหุ้นทั่วโลก
จากนั้นในวันศุกร์ได้มีการประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ออกมาขยายตัวเพียง 20,000 ตำแหนางจากรอบก่อนหน้า 380,000 ตำแหน่ง ในขณะที่อัตราว่างงานอยู่ระดับ 3.8% ซึ่งนักวิเคราะห์ประเมินว่าเป็นผลมาจากพายุฤดูหิมะที่เข้าถล่มอเมริกาช่วงต้นปีที่ทำให้ตัวเลขออกมาแย่กว่าเดือนที่แล้วมาก มาก ซึ่งหลังจากประกาศตลาดหุ้นก็ได้ดีดกลับขึ้นมาด้านบนพร้อมทั้งราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้นออกจากแนวรับ $1280 ซึ่งแท่งเทียน Bullish ในวันศุกร์ได้ยืนยันว่า ราคาน่าจะปรับตัวขึ้นจากแนวรับได้ และมองว่า กรอบการเคลื่อนไหวของราคาจะอยู่บริเวณ $1300-$1320 แนะนำ ถือ สำหรับคนที่ซื้อมา
ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติคงนโยบายการเงินเดิมตามคาด
ที่ประชุมส่งสัญญาณชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกออกไปจากเดิมที่กล่าวว่าอัตราดอกเบี้ยจะคงอยู่ที่ระดับต่ำ ไปจนถึง “สิ้นปีนี้เป็นอย่างน้อย” โดยในการประชุมรอบนี้ ECB ได้ปรับลดคาดการณ์ GDP ปีนี้ลงมาก -0.6% เป็น 1.1% ของปี 2020 ปรับลง -0.1% เป็น 1.6% และคงคาดการณ์ของปี 2021 ไว้ที่ 1.5% นาย Mario Draghi ประธาน ECB กล่าวว่าความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจยุโรปจากปัจจัยก่อนหน้านี้ยังคงอยู่ ทั้งความเสี่ยงทางการเมือง ความเสี่ยงจากนโยบายกีดกันการค้า และเศรษฐกิจของกลุ่มตลาดเกิดใหม่ที่อ่อนแอ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวยังคงกดดันความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของยุโรปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างความกังวลใจให้กับคณะกรรมการ
นาย Draghi กล่าวว่าความเสี่ยงที่เศรษฐกิจยุโรปจะเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) นั้นยังมีจำกัด ภาพรวมเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ส่งผลให้ ECB ตัดสินใจออกโครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำระลอกใหม่ให้กับธนาคารพาณิชย์ (TLTRO3) ในการประชุมรอบนี้ เพื่อสนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อและลดแรงกดดันด้านสภาพคล่องเนื่องจากเงินกู้ในโครงการ TLTRO2 ได้ใกล้ครบกำหนดชำระคืน ซึ่งการออกโครงการ TLTRO รอบใหม่นี้ บ่งบอกให้เห็นถึงสัญญาณในทาง Dovish ของ ECB และ ทำให้ค่าเงินยูโรปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือน เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา และทำให้ทองคำปรับตัวลดลงหลุดระดับ $1300 ตามเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นมาก่อนที่จะปิดสัปดาห์ด้วยเงินที่ไหลเข้าสู่ตลาดทองคำเนื่องจากนักลงทุนเริ่มมองเห็นความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
รัฐบาลจีนประกาศตั้งเป้า GDP ปีที่ 6.0-6.5%นับเป็นการขยายตัวต่ำสุดในรอบเกือบ 30 ปี
นโยบายการคลัง รัฐบาลได้ปรับเพิ่มเป้าขาดดุลการคลัง (Fiscal deficits) ขึ้นเป็น -2.8% ของ GDP จาก -2.6% ในปีก่อน ซึ่งนับเป็นการส่งสัญญาณว่าจีนจะกลับมากระตุ้นเศรษฐกิจในปีนี้ โดยรัฐบาลได้ ประกาศลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในส่วนของภาคการผลิตลง 3% (เป็น 13%) และในส่วนของภาคบริการลง 1% (เป็น 9%) ซึ่งจะคิดเป็นมูลค่ารวมราว 8 แสนล้านหยวน หรือราว 0.9% ของ GDP GDP ซึ่งจะหนุนรายได้ภาคธุรกิจและคาดว่าผลดีจะส่งผ่านสู่ผู้บริโภคด้วย ส่วนนโยบายการเงิน รัฐบาลย้ำว่าจะใช้นโยบายการเงินอย่าง ‘รอบคอบ’ และเตรียมลดอัตราส่วนเงินกันสำรองขั้นต่ำของธนาคารพาณิชย์ (RRR) ลงเพิ่มเติม นอกจากนี้ รัฐบาลกล่าวว่าจะทำการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง แม้ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะมีแนวโน้มผ่อนคลายลง (สื่อรายงานอย่างต่อเนื่องว่าทั้งสองฝ่ายกำลังเร่งเตรียมข้อตกลงการค้าระหว่างกัน ก่อนที่ปธน. Donald Trump และปธน. Xi Jinping จะพบกันซึ่งคาดว่าจะเป็นปลายเดือนนี้) แต่ส่งออกของจีนในปีนี้ก็ยังมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงมากทั้งจากการเร่งส่งออกไปแล้วในช่วงครึ่งหลังปีก่อนและอุปสงค์โลกที่ชะลอลง ตัวเลขส่งออกที่ลดลง รวมถึงการปรับเป้า GDP ทำให้หุ้นจีนปรับตัวลดลงแรง โดยรวมแล้วสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้น H-share ลงกว่า 4% ทั้งนี้ยังมองว่า เนื่องจาก Flowที่ไหลเข้าหุ้นจีนมีปริมาณมาก จึงทำให้ความผันผวนมากขึ้นตาม และยังมองมุมมองเชิงบวกในตลาดหุ้นจีน