Weekly update (25-1 MAR)

ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมาจากประเด็นเรื่องของ FED ที่ยังเป็น Dovish tone ซึ่งทิศทางดอกเบี้ยในปีนี้คาดว่าจะเหลือการขึ้นอีก 1 รอบและในปีหน้าอาจจะถึงขั้นลดดอกเบี้ยหากเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว ประกอบกับสงครามการค้ามีแนวโน้มดีขึ้นหลังจากอเมริกาบินไปเจรจากับจีนและสามารถได้ข้อตกลง (MOU) ร่วมกัน ในขณะที่ Brexit นายกฯเทรีซ่า เมย์จะยื่นแผนออกจากยูโรโซนให้สภาพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งโทนของสภารอบล่าสุดนั้น ไปในทางที่ว่า อยากออกจากยูโรโซนแบบ Soft brexit แต่ยังไม่รับแผนในปัจจุบัน ให้นายกฯเทรีซ่า เมย์ ทำแผนเสนอเข้าไปอีกรอบหนึ่ง ซึ่งช่วยให้บรรยากาศดูดีขึ้น และหากสถานการณ์ในยูโรโซนดีขึ้น จะช่วยให้เงินยูโรแข็งค่า และเงินดอลลาร์อ่อนค่าอีกรอบหนึ่ง
ในสัปดาห์นี้ เริ่มปรับคำแนะนำเป็น Neutral ถึงแม้ปัจจัยบวกจะยังมาก แต่ราคาเข้าใกล้แนวต้านสำคัญบริเวณ $1350-1370 ซึ่งในอดีตย้อนหลัง 3 ปีราคายังไม่สามรถผ่านไปได้เลย จึงมองว่า การใช้กลยุทธรอดูตลาดใต้แนวต้านนี้จะเป็นทางเลือกที่ดี และ ในอนาคตหากราคาปรับตัวสูงขึ้นผ่านไปได้ จะเริ่มหาจังหวะเข้าซื้ออีกครั้งหนึ่ง เพราะการผ่านไปได้จะช่วยเปิด Upside ให้กับทองคำอย่างมาก
ทิศทางของราคาทองคำคาดเป็น Sideway up
ราคาทองคำยังผันผวนอยู่ในกรอบขาขึ้น เพียงแต่เป็นลักษณะ Sideway up โดยมีปัจจัยบวกมาจากการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ที่ชะลอไปในปีนี้ และพัฒนาการทางยุโรปที่เริ่มดีขึ้น ถึงแม้ร่างกฎหมาย Brexit จะยังไม่ผ่านสภา แต่ได้มีความพยายามในการยื่นถึงหลายครั้ง และคาดว่าจะออกมาสำเร็จในที่สุด ซึ่งจะช่วยให้ค่าเงินยูโรเริ่มแข็งค่าขึ้น ส่งผลให้เงินดอลลาร์เริ่มอ่อนค่าลงมาด้านล่างเป็นปัจจัยบวกกับราคาทองคำ นอกจากนี้กระแสเงิน หรือ Fund flow ได้เริ่มกลับเข้ามายังเอเชียอย่างมีนัยสำคัญ โดยเริ่มจากสงครามการค้าที่เริ่มมีการคลี่คลายไปในทางบวก ทำให้เอเชียซึ่งมีอัตราการเติบโตสูงอยู่แล้ว ได้ดึงดูดเม็ดเงินให้ไหลเข้ามา หลังจากไหลออกไปอย่างรุนแรงในปีที่แล้ว ซึ่งทองคำในระยะหลังนี้มีความสัมพันธ์กับค่าเงินเอเชียสูงขึ้น (ความสัมพันธ์ +0.5)
ภาพทางเทคนิคของราคาทองคำในรายสัปดาห์เริ่มเห็นการปรับตัวสูงขึ้นไปทดสอบบริเวณแนวต้านสำคัญเดิม (โซนเส้นปะบริเวณ $1350-1375) ซึ่งราคาไม่สามารถผ่านออกมาได้เลยในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา หากราคาผ่านไปได้ในรอบนี้จะเปิดขาขึ้นรอบใหม่ของทองคำ เพียงแต่ปัจจุบันยังคาดว่า ราคาน่าจะยังแกว่งภายใต้กรอบนี้ไปก่อน แต่ความน่าจะเป็นที่จะผ่านออกไปสูงขึ้นเรื่อยๆ
FED ยังส่งสัญญาณ Dovish tone
รายงานการประชุมนโยบายการเงิน (Meeting Minutes) ระบุว่าคณะกรรมการส่วนใหญ่มองอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับปัจจุบัน (2.25-2.50%) มีความเหมาะสม โดยอยู่ในกรอบล่างของอัตราดอกเบี้ยระดับปกติ (อัตราดอกเบี้ยที่ไม่ได้ส่งผลกระตุ้นเศรษฐกิจหรือชะลอเศรษฐกิจ: Neutral rate) ที่ Fed ได้ประเมินไว้ โดยในการประชุมรอบนี้ คณะกรรมการได้แสดงความกังวลต่อสภาวะทางเศรษฐกิจที่ไม่ดี ทั้งเศรษฐกิจจีนและยุโรปที่ชะลอลงมาก แรงหนุนจากการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการคลังที่จะทยอยหมดไป ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า รวมถึงความไม่แน่นอนของ Brexit ทำให้ตลาด (ประเมินจาก Fed Fund Futures) มองว่า Fed จะไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยจากระดับปัจจุบันอีก ทั้งยังมองว่ามีโอกาสที่ Fed จะเริ่มปรับลดดอกเบี้ยในปี 2020
การรับรู้เรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของ FED นั้นมากขึ้นเรื่อยๆถึงแม้ปัจจัยบวกจะสะท้อนไประดับหนึ่งแล้ว แต่ด้วย Sentiment ที่เริ่มกลับมาผ่อนคลายเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว คาดว่าความผันผวนของตลาดหุ้น และตลาดทองคำในปีนี้จะลดลง
สงครามการค้ามีพัฒนาการในทางที่ดีขึ้น
การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนมีความคืบหน้ามากขึ้นในการเจรจารอบล่าสุดในสัปดาห์นี้ที่สหรัฐฯ ระหว่างนาย Robert Lighthizer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) นาย Steven Mnuchin รมต.คลังสหรัฐฯ และนาย Liu He รองปธน.ด้านเศรษฐกิจของจีน โดยทั้งสองฝ่ายได้มีการจัดทำบันทึกข้อตกลง (Memorandums of Understanding, MoU) ข้อตกลงดังกล่าวได้ครอบคลุมสินค้าเกษตร ภาคบริการ การถ่ายโอนความรู้ด้าน Technology ทรัพย์สินทางปัญญา และมาตรการกีดกันการค้าที่ไม่ใช่ภาษี เช่น การอุดหนุนบางอุตสาหกรรมของภาครัฐจีน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมในโครงการ ‘Made in China 2025’ นอกจากนี้ จีนได้เสนอที่จะเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ ปีละ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1 ใน 10 ของมูลค่าที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับจีน) โดยเฉพาะถั่วเหลือง ข้าวโพด และข้าวสาลี
การเจรจาการค้าที่ดูมีความคืบหน้ามากขึ้น ทำให้มีมุมมองที่ว่าการเจรจาการค้าในรอบนี้ สหรัฐฯและจีนจะได้ข้อตกลงการค้าร่วมกันในบางส่วน ซึ่งจะทำให้สหรัฐฯ เลื่อนการปรับขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าจีนเพิ่มเติมออกไปจากเส้นตายวันที่ 1 มี.ค. ออกไปอีก 60 วัน เพื่อเจรจากันต่อและให้ได้ข้อตกลงการค้าร่วมกัน แต่ในอนาคตปัจจัยเรื่องสงครามการค้ามองว่าจะยังคงมีความเสี่ยงอยู่จากการหาข้อสรุปไม่ได้