Weekly update (18-22 FEB) :V-shape stock market

สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเกือบทั้งโลก นำโดยหุ้นอเมริกาที่ล่าสุดเริ่มผ่านเส้นค่าเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนัก (EMA) 200 วันทำการขึ้นมาได้ หลังจากช่วงก่อนหน้าราคาปรับฐานลงมาแรงตลอด 6 เดือนที่ผ่านมาและไม่สามารถผ่านขึ้นมาได้เลย โดยปัจจัยบวกคือ FED Fund Rate ที่บ่งชี้การขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลดลงเรื่อยๆจนกระทั่งปัจจุบันบางแห่งมองว่าอาจจะเหลือการขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้และอาจจะขึ้นอีกทีในปีหน้าเลย ทำให้ตลาดตอบรับข่าวทางบวกมากขึ้น อีกประเด็นหนึ่งคือ การเจรจาเรื่องสงครามการค้าที่ถึงแม้จะยังไม่มีผลลัพธ์ออกมาในทางที่ดี แต่โทนของการเจรจาออกมาในทางบวกมากขึ้น
สำหรับทิศทางทองคำถึงแม้ค่าเงินดอลลาร์ในระยะนี้จะแข็งค่า แต่ราคาทองคำกลับไม่ได้ปรับตัวลดลงแต่อย่างใด ซึ่งมองว่าเป็นปัจจัยบวกและหากค่าเงินดอลลาร์เริ่มมีทิศทางอ่อนค่าลงมา จะช่วยให้ทองคำปรับตัวสูงขึ้นในอนาคตได้ โดยประเมินแนวต้านไว้บริเวณ $1350
ติดตามการเจรจาสงครามการค้า
ปธน. Donald Trump กล่าวว่าอาจเลื่อนการปรับขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าจีนเพิ่มเติมออกไปจากเส้นตายวันที่ 1 มี.ค.ตามกำหนดการเดิม สหรัฐฯ จะปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนกลุ่ม 2 แสนล้านดอลลาร์ขึ้นเป็น 25% จากปัจจุบันที่ 10% ในวันที่ 2 มี.ค. หากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถได้ข้อตกลงการค้าร่วมกันภายในระยะเวลา 90 วัน (1 ธ.ค. 2018 - 1 มี.ค. 2019) ระหว่างนี้นาย Robert Lighthizer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) และนาย Steven Mnuchin รมต.คลังสหรัฐฯ จะเดินทางมายังจีนเพื่อเจรจาการค้ากับนาย Liu He รองปธน. ด้านเศรษฐกิจจีนอีกครั้งในวันที่ 14-15 ก.พ.นี้ ทั้งรี้ตลาดมีความคาดหวังค่อนข้างสูงต่อความสำเร็จในการเจรจาทางการค้า ซึ่งสะท้อนผ่านค่าเงินหยวนที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. มาใกล้เคียงกับระดับก่อนหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยรายชื่อสินค้าในกลุ่ม 2 แสนล้านดอลลาร์
หากการเจรจาเป็นไปในทางที่ดี ตลาดหุ้นทั่วโลกน่าจะรับข่าวเชิงบวกเข้ามา รวมถึงราคาทองคำด้วย เนื่องจาก ถ้าหากการเจรจาออกมาแย่ เงินจะไหลเข้าไปพักในค่าเงินดอลลาร์ แต่หากการเจรจาดี เงินจะไหลออกจากเงินดอลลาร์ไปยังสินทรัพย์อื่น โดยเฉพาะหุ้นจีน จึงเร่งให้เงินดอลลาร์น่าจะอ่อนค่าลง และเป็นปัจจัยบวกกับราคาทองคำ ซึ่งในระยะหลังมานี้ทองคำกับค่าเงินหยวน และตลาดหุ้นจีนมีความสัมพันธ์เป็นบวก กล่าวคือ เคลื่อนไหวในทิศทางใกล้เคียงกัน
ตัวเลขค้าปลีกหดตัวสุดในรอบ 9 ปี
ตัวเลขยอดค้าปลีก ซึ่งบ่งชี้ให้เห็นถึง ยอดขายสินค้าอุปโภคบริโภคในเกือบทุกประเภทที่ผ่านช่องทางของการค้าปลีก เช่น ร้านโชห่วย ซูเปอร์มาเก็ต สินค้าต่างๆ ที่ไม่ได้รวมถึงการซื้อแบบค้าส่งในปริมาณมาก หดตัวมากสุดในรอบ 9 ปี ที่ระดับ -1.2% MoM ซึ่งตัวเลขค้าปลีกที่ประกาศออกมานั้นล่าช้าไปเกือบ 1 เดือน เนื่องจากการเกิด Government shutdown ทำให้หน่วยงานรัฐบาลต้องปิดทำการ ซึ่งผลลัพธ์ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ ปริมาณการซื้อสินค้าในช่วงปลายปีจะเยอะผิดปกติจนทำให้เกิดการมีฐานที่สูง และทุกๆต้นปีตัวเลขค้าปลีกมักจะชะลอตัวลงเสมอเป็น Seasonal effect อีกปัจจัยหนึ่งคือ การที่ยอดขายสินค้าออนไลน์ทีปริมาณมากขึ้น ทำให้การนับธุรกรรมดังกล่าวทำได้ยากและอาจจะมีการตกหล่น ทำให้นักวิเคราะห์มองว่า ด้วยตัวเลขค้าปลีกที่น้อยลงนั้น อาจไม่ได้เลวร้ายอย่างที่แสดงไว้ และทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงเพียงเล็กน้อยก่อนที่จะรีบาวน์กลับขึ้นมาในช่วงของการประกาศตัวเลข
ผลกระทบต่อทองคำคาดว่าเป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากตัวเลขยังตีความได้ไม่ชัดเจนว่าลดน้อยลงจากปัจจัยใด และร้ายแรงหรือไม่ หรือจะเป็นแค่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องครบถ้วน การเคลื่อนไหวของทองคำจึงเป็นไปอย่างจำกัด แต่ยอดตัวเลขค้าปลีกหากหดตัวต่อเนื่องมองว่าต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้น
ปธน.ทรัมป์ประกาศภาวะฉุกเฉิน
ปธน.ทรัมป์กล่าวว่าจะหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิด Government shutdown อีกครั้งหนึ่ง หากย้อนกลับไปช่วงต้นปี รัฐบาลอเมริกาต้องหยุดทำการเนื่องจากไม่สามารถผ่านร่างงบประมาณได้โดยประเด็นหลักอยู่ที่งบค่าใช้จ่ายในการสร้างกำแพงเม็กซิโกที่ถูกฝ่ายค้านตีตกไปจนเกิด Government shutdown ขึ้น ซึ่งรอบนี้ ปธน.ทรัมป์ได้ลงนามประกาศสภาวะฉุกเฉินเพื่อหาเงินที่พอมีอยู่มาสร้างกำแพง ซึ่งงบประมาณที่พอจะหาได้นั้นมีเพียง $1400 ล้าน เทียบกับงบประมาณที่ ปธน.ทรัมป์ต้องการกว่า $5,700 ล้าน ซึ่งงบประมาณดังกล่าวสามารถสร้างกำแพงเพิ่มเติมได้อีกประมาณ 55 ไมล์บริเวณรัฐ Texas
การตอบรับของตลาดหุ้นและตลาดทองคำในประเด็นเรื่องการสร้างกำแพงมองว่า ยังไม่มีความชัดเจน ตลาดยังไม่ให้น้ำหนักกับประเด็นดังกล่าวเท่าไรนัก ในภาพรวมหนี้สาธารณะของอเมริกายังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในระยะยาวแล้วจะไม่เป็นผลดีกับเศรษฐกิจของอเมริกา แต่ในระยะสั้นตลาดตอบรับในทางบวกและตลาดหุ้นได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง