Weekly update (11-15 FEB) : Thailand election

สัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์สำคัญในบ้านเราค่อนข้างมาก คือ ประเด็นการเลือกตั้งซึ่งมีการส่งรายชื่อCandidate ชิงนายกรัฐมนตรีเป็นทูลกระหม่อมหญิง ก่อนที่จะมีพระราชโองการออกมาไม่สมควรยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ส่งผลให้การเมืองไทยเข้าสู่ความปั่นป่วนอีกรอบหนึ่ง ค่าเงินบาทเริ่มส่งสัญญาณอ่อนค่าเป็นวันแรกหลังจากช่วงต้นปีเงินบาทแข็งค่าโดยไม่หยุดพักมากว่า 5% ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้ราคาทองคำในไทยฟื้นตัวกลับขึ้นมาบ้าง เพราะช่วงที่ผ่านมา ราคาทองคำโลกปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่เงินบาทแข็งค่าสวนทางกัน
ปัจจัยของต่างประเทศปัจจุบันยังคงไม่ได้ข้อสรุปแน่ชัด ทั้งประเด็นเรื่องของ Brexit ที่ยังไม่สามารถผ่านร่างกฎหมายการออกแบบ Brexit ได้ ประเด็นของสงครามการค้าที่ล่าสุด ปธน.ทรัมป์ส่งสัญญาณว่าอาจจะบินไปประชุมกับจีนไม่ทันแต่กลับไปประชุมกับผู้นำเกาหลีเหนือที่ประเทศเวียดนามแทน ประเด็นต่างๆยังคงต้องติดตามกันต่อไปอีก ทางฝั่งตัวเลขเศรษฐกิจพบว่า กลุ่มของบริษัทจดทะเบียนจะทยอยประกาศผลประกอบการออกมาในช่วงนี้ โดยรวมแล้วยังเติบโตได้ดีในไตรมาสที่ 4 ปีที่ผ่านมา มา ทางฝั่งภาพรวมของราคาทองคำยังแนะนำให้รอซื้อหากราคาปรับตัวลดลงมาด้านล่าง เนื่องจากมองว่า ราคาที่พักตัวมานั้นจะเป็นเพียงการพักตัวในแนวโน้มขาขึ้น และหลังจากการพักตัวมีแนวโน้มจะปรับตัวสูงขึ้นต่อ
อเมริกาและจีนอาจพบกันไม่ทันเส้นตายปลายเดือน กุมภาพันธ์
ปธน. Donald Trump กล่าวว่าจะไม่พบกับปธน. Xi Jinping ของจีนก่อนวันที่ 1 มี.ค. ซึ่งเป็นวันครบกำหนด 90 วันที่ทั้งสองฝ่ายได้ตัดสินใจชะลอการปรับขึ้นภาษีนำเข้าเพิ่มเติมระหว่างกันเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2018 โดยปธน. Trump กล่าวว่าอาจจะพบกันหลังจากนั้น โดยในปลายเดือน ม.ค. ปธน. Trump ได้กล่าวว่ามีแผนที่จะเจอ ในปลายเดือน ก.พ. ทำให้ตลาดมองว่าเป็นข่าวดีว่าทั้งสองฝ่ายจะได้ข้อตกลงการค้าร่วมกันก่อนที่จะถึงเส้นตายวันที่ 1 มี.ค. และสหรัฐฯ จะไม่ขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าจีนเพิ่มเติมอีก คำกล่าวของปธน. Trump เมื่อวานนี้ จึงได้กลับมาสร้างความกังวลให้กับตลาดอีกครั้ง เนื่องจากหากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถได้ข้อตกลงการค้าร่วมกันภายในวันที่ 1 มี.ค. สหรัฐฯ จะเดินหน้าปรับเพิ่มภาษีนำเข้ากับสินค้าจีนกลุ่ม 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขึ้นเป็น 25% จากปัจจุบันที่ 10% ในวันที่ 2 มี.ค.
ปัจจุบันจีนสามารถลดการขาดดุลการค้ากับอเมริกาโดยวิธีการปรับลดภาษีการนำเข้ารถยนต์จากอเมริกาลง ในขณะที่เพิ่มปริมาณการนำเข้าสินค้าเกษตรให้มากขึ้นเพื่อช่วยให้ลดช่วงของการขาดดุลลง ในประเด็นนี้คาดว่าการเจรจาสงครามการค้าถึงแม้จะพบกันไม่ทันก่อนสิ้นเดือน กุมภาพันธ์ แต่ด้วยปัจจัยในทางบวกที่มีในเดือน มกราคม มองว่า ท่าทีในรอบนี้จะค่อนข้างเบาลง และอาจยืดเวลาออกไปจากเดิมสิ้นสุด เดือนมีนาคม 2562
ตัวเลขเศรษฐกิจในยูโรโซนยังไม่สดใส ,ติดตาม Brexit
คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2019 ของยูโรโซนลงโดยเหตุผล คือ Brexit และเศรษฐกิจจีนที่ชะลอลง อาจส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าที่ได้คาดการณ์ไว้ โดยปรับลดลงมากในประเทศเยอรมนี ทำให้มองว่าเศรษฐกิจที่ชะลอลงมากจะส่งผลให้ ECB ตัดสินใจชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยออกไป ซึ่งคาดการณ์ว่า ECB จะปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือน ธ.ค. 2020 ชะลอออกไปจากเดิมที่คาดในเดือน มี.ค. 2020
เศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงของทางยุโรปมาจากทั้งจีนชะลอตัวลง ภาคการผลิตที่ชะลอตัวลงทั่วโลกจากปัญหาเรื่องสงครามการค้า และ ด้วยปัญหาของตัวยุโรปเอง ปัจจุบันค่าเงินยูโรยังอยู่ในแนวโน้มของการอ่อนค่าถึง Sideways ออกข้าง ทำให้ค่าเงินดอลลาร์ยังไม่มีทิศทางอ่อนค่าที่ชัดเจน หากเศรษฐกิจยูโรโซนหรือปัญหาเรื่อง Brexit ดีขึ้น จะทำให้ค่าเงินยูโรแข็งค่า และทำให้ค่าเงินดอลลร์สหรัฐอ่อนค่าลงส่งผลให้เป็นปัจจัยบวกกับราคาทองคำ แต่ในระยะสั้นนี้ยังไม่ค่อยเห็นสัญญาณดังกล่าวที่ชัดเจนนัก
ติดตามประเด็นเรื่องการเลือกตั้งของไทย
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรื่องราวเกี่ยวกับการเมืองไทยค่อนข้างมาก พรรคต่างๆเริ่มเสนอรายชื่อ Candidate สำหรับชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ พรรคไทยรักษาชาติที่มีการส่ง ทูลกระหม่อมหญิง เข้าสมัคร ก่อนที่จะมีพระราชโองการเกี่ยวกับความเหมาะสม ทำให้การเมืองไทยเริ่มมีความร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง และต้องดูว่า การเลือกตั้งในปี 2562 นี้จะเป็นเช่นไร
สำหรับตลาดหุ้นไทยในภาพรวมเคลื่อนไหวตามภูมิภาคพบว่า ปัจจัยเรื่องการเมืองเข้ามามีบทบาทน้อย การปรับตัวลดลงในช่วงปลายสัปดาห์เป็นเรื่องของหุ้นในโซนเอเชียที่ปรับตัวลดลงเกือบทุกตลาดเนื่องจากการเจรจาเรื่องสงครามการค้ายังไม่ได้ข้สรุปที่ชัดเจน ในขณะที่ค่าเงินบาทหลังจากแข็งค่าขึ้นมาอย่างโดดเด่น แซงทุกประเทศบนโลกใบนี้ เริ่มกลับมาอ่อนค่าเป็นวันแรก แต่มองว่า การแข็งค่าในช่วงที่ผ่านมานั้นมากเกินไป จากระดับปัจจุบันมองว่าเงินบาทจะเข้าสู่ Technical rebound อ่อนค่าลง โดยมีแนวต้านระยะกลางอยู่ที่บริเวณ 33 บาทต่อดอลลาร์ และนั้นจะทำให้ทองคำในไทยปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นกลับขึ้นไปได้ ทั้งนี้นับจากเปิดปีมา เงินบาทแข็งค่ากว่า 5% ในระยะเวลาเพียง 1 เดือน ซึ่งถือว่ามีความผันผวนในระดับที่สูงมาก