Weekly update (14-18 JAN): 3 Events

ตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้นในสัปดาห์ที่สองของปี หลังจากปรับตัวลดลงตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา โดยได้รับปัจจัยบวกจาก ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่แข็งแกร่ง ในขณะที่ FED ส่งสัญญาณชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไป ซึ่งคาดว่าอย่างน้อยจะเริ่มปรับขึ้นอีกทีในช่วงครึ่งหลังของปี 2019 จากที่มองไว้ว่าจะขึ้นทุกๆไตรมาส รวมแล้ว 4 ครั้ง ทำให้ตลาดเริ่มกลับมาสู่โหมด Risk-on อีกครั้งหนึ่ง นอกจากประเด็นเรื่อง FED ที่ชะลอการขึ้นดอกเบี้ย ตอนนี้ตลาดกำลังติดตามว่าผลของ Brexit จะออกมาในรูปแบบใด ซึ่งมุมมองเบื้องต้นยังมองไปในทิศทางที่บวกกับทั้งตลาดหุ้น และ ตลาดทองคำ กล่าวคือ หากเจรจากันสำเร็จ จะทำให้ค่าเงินยูโร และเงินปอนด์แข็งค่าขึ้น ซึ่งจะทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง และเป็นปัจจัยบวกให้กับราคาทองคำ
ทิศทางราคาทองคำในสัปดาห์นี้มองว่า ยังลุ้นให้ราคาปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นเกินกว่าระดับ $1295 อีกครั้งหนึ่งเพื่อที่จะทำ Uptrend ในขณะที่หากทำไม่ได้ยังมองโอกาสการพักตัวลงมาด้านล่างอีกสักระยะหนึ่ง แต่การพักตัวลงมาด้านล่างนั้นมองว่าเป็นจังหวะในการเข้าสะสมเนื่องจากมุมมองเชิงบวกต่อตลาดทองคำในครึ่งปีแรกนั้นมีค่อนข้างชัดเจน
ประธานและรองประธาน Fed ส่งสัญญาณชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ย
นาย Jerome Powell ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) กล่าวว่า Fed สามารถที่จะรอดูพัฒนาการของเศรษฐกิจก่อนที่จะตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะข้างหน้าได้ ซึ่งสอดคล้องกับคำกล่าวในปลายสัปดาห์ก่อนของนาย Powell ที่ว่า Fed พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนและยืดหยุ่นนโยบายการเงิน ส่วนนาย รองประธาน Fed ได้ออกมากล่าวว่า Fed ควรที่จะเตรียมความพร้อมในการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงิน หากความเสี่ยงทั้งจากตลาดการเงินที่ผันผวนหรือเศรษฐกิจโลกที่ชะลอได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ นอกจากนี้ นาย Clarida กล่าวว่าแม้เศรษฐกิจจะยังขยายตัวแข็งแกร่งและอัตราการว่างงานจะอยู่ในระดับต่ำ แต่เงินเฟ้อล่าสุดก็เริ่มชะลอตัวลง และยังไม่ส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะกลับมาขยายตัวที่ระดับ 2% ได้อย่างยั่งยืน โดยนาย Clarida กล่าวจะจับตาดูเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด
โดยรวมแล้วมุมมองของประธานและรองประธาน Fed ต่างสนับสนุนการชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยออกไปจนถึงการประชุมเดือน มี.ค.เป็นอย่างน้อย ซึ่งมองว่า Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ ไปจนถึงระดับ 2.75-3.0% ซึ่งเป็นระดับที่ Fed ประเมินว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยปกติ (Neutral rate) และการปรับขึ้นดอกเบี้ยทั้ง 2 ครั้งจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี ปัจจัยนี้เองช่วยสนับสนุนการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นของทองคำ
ตลาดกำลังติดตามประเด็นเรื่องของ Brexit
รัฐสภาอังกฤษเตรียมลงมติร่าง Brexit ในวันที่ 15 ม.ค.นี้ ซึ่งนักกลยุทธประเมินไว้ว่าจะมีโอกาสเกิดทั้งหมดสามทางเลือก คือ 1. Brexit with deals คือ เจรจากันได้ด้วยดี ซึ่งจะนำไปสู่กระบวนการร่างกฎหมายเพื่อบังคับใช้ต่อไป 2.ยกเลิก Brexit และอังกฤษยังคงอยู่ในยูโรโซน และ 3.เกิด Hard Brexit ซึ่งจะสร้างความผันผวนให้กับตลาดหุ้น ปัจจุบันนักกลยุทธคาดการณ์ว่าทางเลือก 1 และ 2 มีโอกาสที่จะเกิด 50% และ 40% หากเกิดสองทางเลือกมองว่า จะเป็นปัจจัยบวกกับตลาดหุ้น และ จะส่งผลให้ค่าเงินยูโร เงินปอนด์ แข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์ และ เมื่อค่าเงินดอลลาร์ก็มองว่าจะเป็นปัจจัยบวกให้กับราคาทองคำด้วย การออกจากยูโรโซนแบบได้ข้อสรุปของอังกฤษจึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการออกแบบไม่ได้ข้อสรุป
ในขณะที่ตัวเลขทางดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของยูโรโซนปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 2 ปี เช่นเดียวกับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับตัวลดลงเช่นเดียวกัน บ่งชี้ถึงความอ่อนแอของเศรษฐกิจยูโรโซนที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า และ ภาคการผลิตที่ชะลอตัวลงซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการควบคุมการปล่อยไอเสีย หากมองไปข้างหน้า มองว่าแรงกดดันที่ได้กล่าวมาข้างต้นจะยังไม่หมดไป ประกอบกับอุปสงค์โลกที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง ทำให้เราคาดว่า GDP ปี 2019 จะขยายตัวเพียง 1.2%
Government shutdown แตะ 24 วัน
สถานการณ์ของการปิดทำการของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา (Government shutdown) ซึ่งมีสาเหตุมาจากแผนการสร้างกำแพงชายแดนระหว่างอเมริกาและเม็กซิโกของ ปธน.ทรัมป์ ไม่สามารถผ่านร่างงบประมาณออกมาได้ ซึ่งแผนดังกล่าวไม่ได้รับความเห็นชอบจากพรรคเดโมแครต โดยปัจจุบันการปิดทำการของหน่วยงานรัฐกินระยะเวลาถึง 24 วัน ซึ่งถือว่าเป็นการปิดทำการของรัฐบาลที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกา
ผลกระทบของการปิดทำการหน่วยงานรัฐบาลทำให้พนักงานบางส่วนยังไม่ได้รับค่าจ้างและหากยืดยาวออกไปอาจส่งผลต่อการใช้จ่ายของภาคครัวเรือน หรือแม้แต่กระทั่งการผิดนัดชำระหนี้ และรายได้ค่าธรรมเนียมของรัฐบาลที่เก็บได้จากแหล่งต่างๆก็จะลดน้อยลง ทำ ทำให้นักวิเคราะห์จากโบรคต่างๆ เริ่มมองว่า GDP ในไตรมาสแรกของปี 2562 จะชะลอตัวลง และ บริษัทจัดเครดิตเรตติ้งได้ออกมาขู่ถึงการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลง หากแนวโน้มยังมีความยืดเยื้อ ทั้งนี้ในอดีตเคยเกิด Government shutdown มาแล้วหลายครั้ง โดยครั้งล่าสุดเกิดในปี 2013 ที่มีการปิดทำการถึง 16 วัน ส่งผลให้การเติบโตของเศรษฐกิจชะลอตัวลง 0.2-0.6% และสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ 2-6 พันล้านดอลลาร์ จึงมองว่า ยิ่งการเจรจาล่าช้าออกไปเท่าไร ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะชะลอตัวมีมากเท่านั้น ทั้งนี้ตลาดหุ้นกลับยังไม่ได้ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ