Weekly update ( 7-11 JAN) : Risk-on sentiment ?

ตลาดทองคำในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นแตะระดับ $1300 ก่อนที่จะเริ่มปรับตัวลดลงอีกครั้ง ตามทิศทางตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ออกมาอย่างโดดเด่น ซึ่งสอดคล้องกับที่แนะนำให้ลดสถานะลงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากทองคำปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่การปรับตัวลดลงของทองคำในรอบนี้มองว่าจะเป็นไปอย่างจำกัด จึงยังคงแนะนำให้รอเข้าซื้อหากมีการปรับตัวลดลงมาด้านล่าง
นักลงทุนเริ่มเข้าสู่โหมด Risk-on อีกครั้งในวันศุกร์หลังจากมีข่าวดีถึง 4 เรื่องคือ 1.Government shutdown ที่คาดว่าจะสามารถผ่านร่างงบประมาณโดยไม่มีงบการสร้างกำแพงชายแดน 2.การเจรจาการค้าระหว่างจีนและอเมริกาที่มีความคืบหน้า 3.ท่าทีของประธาน FED ที่อาจจะเริ่มชะลอการขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ และ 4. Yield curve จากที่แบนราบ (Flat) เริ่มกลับมาชันขึ้นอีกครั้งหลังจากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างโดดเด่น ทำให้คลายความกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอยออกไป ด้วยปัจจัยตามที่ได้กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น จึงคาดว่า ทองคำที่เคยเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยจะถูกขายส่วนหนึ่งเพื่อนำเงินไปลงทุนในหุ้นเพิ่มขึ้น แต่ด้วยทิศทางของเงินดอลลาร์ในปีนี้ที่ไม่น่าจะแข็งค่าขึ้นมาก จึงมองว่า หากราคาปรับตัวลดลงมาด้านล่างจะหาจังหวะเข้าซื้อใหม่อีกครั้ง แต่ในสัปดาห์นี้ยังคงแนะนำ Neutral
ตลาดหุ้นเริ่มรีบาวน์ในช่วงปลายสัปดาห์
ความคืบหน้าเรื่องการเจรจาสงครามการค้าระหว่างจีนและอเมริกาเป็นไปในทางที่ดี กระทรวงพาณิชย์จีนระบุว่า จีนจะมีการเจรจาเรื่องการค้ากับอเมริกาในระดับรัฐมนตรี ณ กรุงปักกิ่งในปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มา ซึ่งคาดว่าเป็นมุมมองเชิงบวกกับเรื่องสงครามการค้า ในขณะที่ประเด็นของ Government shutdown น่าจะคลี่คลยได้เช่นเดียวกัน หลังจาก ปธน.ทรัมป์ยอมถอนงบประมาณการสร้างกำแพงออกแล้ว ซึ่งคาดว่าจะทำให้รัฐบาลของอเมริกากลับมาเปิดทำการได้ปกติในวันจันทร์ที่ 8 มกราคม 2019 ประกอบกับทั้ง นาย เจอโรม พาวเวล ประธาน FED ส่งสัญญาณชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งสะท้อนถึงความน่าจะเป็นที่จะขึ้นดอกเบี้ยในไตรมาสนี้เข้าใกล้ 0% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากนี้ประธาน FED ยังกล่าวว่า พร้อมที่จะมีการเปลี่ยนแปลงแผนการ การปรับลดงบดุล (Balanced sheet) ของ FED ลงในอนาคต
จากประเด็นดังกล่าวทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาปิดบวกเฉลี่ย 2-3% ในวันสุดท้ายของสัปดาห์ ซึ่งในช่วงกลางวันของวันศุกร์ ตลาดหุ้นจีนได้ปรับตัวขึ้นกว่า 2% เช่นเดียวกัน ซึ่งตลาดหุ้นในช่วงต้นปีในระยะแรกปรับตัวลดลงแรงกว่า 3% ก่อนที่จะกลับมาปิดบวกได้ในวันสุดท้ายของสัปดาห์ สร้างมุมมองเชิงบวกให้กับนักลงทุน และอาจจะทำให้เกิดแรงขายส่วนหนึ่งออกจากทองคำ (Allocation)
ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรออกมาอย่างแข็งแกร่ง
ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non farm employment change) ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างแข็งแกร่งในเดือน ธันวาคม การปรับตัวสูงขึ้นนั้นมาพร้อมกับ อัตราค่าจ้าง (Wage growth) และ อัตราการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงาน (Labor participation rate) ที่สูงขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และส่งผลให้ตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้นแรง เนื่องจากนักลงทุนเริ่มคลายความกังวลบางส่วนว่า เศรษฐกิจอเมริกาอาจจะเข้าสู่สภาวะถดถอยได้ ซึ่งตัวเลขการจ้างงานที่ออกมานั้น ยังบ่งชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจอเมริกายังไม่ได้ถดถอยและยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งอยู่ ทำให้ตลาดหุ้นในคืนวันศุกร์ปรับตัวสูงขึ้นอย่างแข็งแกร่งกว่า 3-4%
อีกสัญญาณหนึ่งที่เริ่มเห็นพัฒนาการไปในทางที่ดี คือ Yield ของพันธบัตรอายุ 10 ปี ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นแตะระดับ 2.65% สาเหตุที่ดี เพราะ ก่อนหน้านั้นตลาดกังวลเรื่องการ Invert ของ Yield curve หลังจาก FED ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น แต่อัตราดอกเบี้ยระยะยาวกลับไม่สูงขึ้น เพราะ คนกังวลเรื่องเศรษฐกิจเติบโต การปรับตัวสูงขึ้นของ Yield พันธบัตรระยะยาว หรือ 10 ปีนั้นจะช่วยให้ Yield curve มีความชันเพิ่มสูงขึ้น และทำให้ความกังวลของนักลงทุนเรื่องเศรษฐกิจถดถอยเริ่มน้อยลงเช่นเดียวกัน
การเลือกตั้งในไทยอาจช้าลง 1 เดือน
หลังจากที่ พ.ร.ฎ. การเลือกตั้ง ส.ส. ไม่ได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามกำหนดการในวันที่ 2 ม.ค. ที่ผ่านมา ประกอบกับมีการประกาศพระราชโองการให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตั้งแต่วันที่ 4-6 พ.ค. และกิจกรรมอื่นๆ ในช่วงเวลาก่อนและหลังพระราชพิธี 2 สัปดาห์ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าวันเลือกตั้งอาจล่าช้ากว่ากำหนดการเดิมในวันที่ 24 ก.พ. เพื่อไม่ให้กิจกรรมหลังการเลือกตั้งทับซ้อนกับกิจกรรมหลังช่วงงานพระราชพิธี อย่างไรก็ดี นายวิษณุยืนยันว่าจะมีการจัดการเลือกตั้งก่อนพระราชพิธีฯ หากการเลือกตั้งเป็นไปตามกำหนดการเดิมในวันที่ 24 ก.พ. จะต้องมีประกาศผลหลังเลือกตั้งภายใน 60 วัน (24 เม.ย.) และหลังจากนั้นพระมหากษัตริย์จะต้องเสด็จพระราชดำเนินเปิดการประชุมรัฐสภาครั้งแรกภายใน 15 วัน (9 พ.ค.) อย่างไรก็ดี ยังต้องรอติดตามการประกาศวันเลือกตั้งจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งจะมีการหารือเพิ่มเติม อย่างไรก็ดี หากมีการเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปจากกำหนดการเดิมราว 1 เดือน (ภายในวันที่ 24 มี.ค.) ซึ่งยังอยู่ในกรอบเวลา 150 วันหลังจากที่กฎหมายเลือกตั้งทุกฉบับมีผลบังคับใช้ (11 ธ.ค.18-9 พ.ค. 19) และไม่ทับซ้อนกับงานพระราชพิธีฯ อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนค่อนข้างจำกัด
ตลาดหุ้นไทยในช่วงแรกรับข่าวลบ แต่ด้วยทิศทางของตลาดหุ้นโลกที่ฟื้นตัว ประกอบกับ ความไม่แน่นอนเรื่องการเลื่อนที่ยังไม่ชัดเจน และ ถึงแม้เลื่อนก็อาจจะไม่นาน จึงทำให้เกิดแรงซื้อกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทย พร้อมทั้งเงินบาทที่ยังแข็งค่าต่อเนื่อง