Weekly update (2-4 JAN) :2019

สำหรับสัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์แรกของปี 2019 ซึ่งทิศทางทองคำในปี 2018 ให้ผลตอบแทนเป็นลบประมาณ 4% ซึ่งถือว่าปรับตัวลดลงน้อย เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ และหากมองระหว่างปี ในช่วงกลางปีทองคำปรับตัวลดลงกว่า 5 เดือนก่อนที่จะเริ่มฟื้นตัวในช่วงเดือน ธันวาคม โดยปัจจัยบวกที่มาจากปีที่แล้ว คือ ท่าทีของประธาน FED ที่เริ่มส่งสัญญาณ Dovish tone มากขึ้น กล่าวคือ คาดว่าประธาน FED จะเริ่มชะลอการปรับอัตราดอกเบี้ยลงจาก 4 ครั้งเหลือเพียง 1 ครั้งในปี 2019 นี้ ประกอบกับความผันผวนของตลาดหุ้นทั่วโลก และเงินดอลลาร์ที่เริ่มไม่มี Upside จึงทำให้ทองคำน่าจะเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีในช่วงต้นปี 2019 นี้ได้
อีกหนึ่งปัจจัยบวกคือ การเจรจาเรื่องสงครามการค้าระหว่างจีนและอเมริกาในวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยยังต้องรอรายละเอียดเพิ่มเติม แต่เบื้องต้น ได้มีการทวีตข้อความของ ปธน.ทรัมป์ว่าการเจรจานอกรอบนั้นเป็นไปได้ด้วยดี สร้างความสดใสให้กับตลาดหุ้นเอเชียในช่วงต้นปีนี้ และหากเงินหยวนเริ่มกลับมาแข็งค่า มองว่าทองคำก็จะได้รับประโยชน์จากปัจจัยดังกล่าวด้วยเช่นกัน จึงยังคงคำแนะนำเป็น Overweight ในช่วงระยะนี้ เพียงแต่ในระยะสั้นมองว่า ราคาทองคำได้ปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จึงอยากให้รอการปรับตัวลดลงมาด้านล่างเล็กน้อยเพื่อเก็บเข้าสะสม
ตลาดหุ้นเข้าสู่ช่วงของความผันผวนสูงแต่ปริมาณการซื้อ-ขาย ต่ำ
สัปดาห์สุดท้ายของปีพบว่า ตลาดหุ้น ยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่จะฟื้นในช่วงปลายสัปดาห์ แต่ระหว่างทางนั้น ความผันผวนได้เกิดขึ้นอย่างมากมาย บางวันดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลดลงกว่า 700 จุด แต่ ณ จุดที่ตลาดปิด กลับขึ้นไปปิดบวกถึง 300 จุด หรือ ในบางวันระหว่างชั่วโมงการซื้อ-ขาย ดัชนีเคลื่อนไหวระดับ 1,000 จุด ซึ่งจะเห็นได้ว่า ความผันผวนของตลาดหุ้นในช่วงปลายปีนั้นอยู่ในปริมาณที่สูง ในขณะที่ปริมาณการซื้อ-ขายหรือ วอลุ่มกลับค่อนข้างเบาบาง แสดงให้เห็นถึง การลงรอบนี้เป็นเพียงการขายของคนบางกลุ่มเท่านั้น
ในภาพรวมของปี 2018 นี้พบว่า ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ให้ผลตอบแทนเป็นลบ โดยเฉลี่ยหุ้นโลก (MSCI world) ปรับตัวลดลง -10% นำโดยตลาดหุ้นในกลุ่มเอเชีย โดยเฉพาะไต้หวันที่ให้ผลตอบแทนเป็นลบมากที่สุดในโซนเอเชีย ตามมาด้วยหุ้นกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (Emerging market) รวมถึงจีนที่ปรับตัวลดลงประมาณ -20% ตามมาด้วยยุโรปที่ปรับตัวลดลงระดับ -20% และสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ในช่วงเดือนธันวาคมอีก -10% ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงกว่า -20% เช่นกัน (แต่เมื่อเทียบจากราคาสูงสุดราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงกว่า -40%) และปิดท้ายด้วยทองคำที่สร้างผลตอบแทน -4% ซึ่งถือว่าลงน้อยกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ ในขณะที่ตลาดหุ้นอินเดียยังให้ผลตอบแทนที่เป็นบวกในปีนี้ (+6%) นอกจากตลาดหุ้นอินเดียยังมีสินทรัพย์ประเภท Reits ที่ยังให้ผลตอบแทนเป็นบวกเช่นเดียวกับเงินสด จะเห็นว่า ในปี 2018 นี้ถือว่าเป็นอีก 1 ปีที่มีความผันผวนกลับเข้ามาสู่ตลาดการเงินค่อนข้างมาก ในปีหน้า 2019 จึงยังคงต้องอาศัยการลงทุนแบบระมัดระวังเนื่องจากมองว่าความผันผวนจะยังคงไม่หายไปจากตลาดการเงิน
รัฐบาลจีนส่งสัญญาณกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในปี 2019
รัฐบาลจีนส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินและการคลังลงเพิ่มเติมเพื่อหนุนเศรษฐกิจปี 2019 ในการประชุม Central Economic Work Conference (CEWC) ระหว่างวันที่ 19-21 ธ.ค. ซึ่งเป็นการประชุมประจำปีเพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในปีถัดไป โดยในปี 2019 นี้ รัฐบาลจะเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง (Advanced Manufacturing) และการส่งเสริมตลาดในประเทศ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากแรงกดดันของสงครามการค้า โดยรัฐบาลจะส่งเสริมด้านการศึกษา การเลี้ยงเด็กเล็กและคนชรา วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตและ AI การเข้าถึงเทคโนโลยี 5G และการพัฒนาการขนส่งและโครงสร้างพื้นฐาน
โดยนโยบายการเงิน เราคาดว่ารัฐบาลจะเน้นกระตุ้นให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจเอกชนมากขึ้น (จากเดิมที่เร่งการปล่อยสินเชื่อสู่ทั้งระบบ) โดยคาดว่าจะออกมาตรการต่างๆที่ส่งเสริมการปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มเป้าหมายดังกล่าวเพิ่มเติม และคาดว่าจะลดอัตราส่วนเงินกันสำรองขั้นต่ำ (RRR) ลง 3 ครั้งๆ ละ 100bps ในปี 2019 ขณะที่นโยบายการคลัง ซึ่งทางนักวิเคราะห์ได้คาดการณื GDP ปี 2019 จะชะลอลงเป็น 6.3% (vs. 6.6% ปีนี้) โดยคาดจะชะลอลงมากในช่วงครึ่งแรกของปี 2019 เป็น 6.2% และ 6.3% ในไตรมาส 1 และ 2 ตามลำดับ หลังผลกระทบของสงครามการค้าต่อส่งออกมีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งหากมีการกระตุ้นเศรษฐกิจจะช่วยพยุงให้เศรษฐกิจจีนไม่ได้ชะลอตัวลงมากนัก นอกจากนี้หากทิศทางเงินดอลลาร์เริ่มหยุดการแข็งค่ามองว่า จะมีเม็ดเงินหรือ Fund flow ไหลกลับเข้ามายังตลาดเกิดใหม่ รวมถึง จีน และ ทองคำ ซึ่งนั้นจะช่วยให้ค่าเงินหยวนไม่อ่อนค่าลง และเป็นปัจจัยที่บวกให้กับตลาดหุ้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2019
นักเก็งกำไรเพิ่มสถานะการลงทุนในทองคำ น้ำมันดิบ และ ลดค่าเงินดอลลาร์ลง
รายงานสถานะการลงทุนของนักเก็งกำไรในตลาดซื้อขายล่วงหน้า (CFTC Commitment of Trader Report) ซึ่งสะท้อนมุมมองของนักลงทุนประเภท Hedge Funds ณ วันที่ 19 ธ.ค. 2018 นักเก็งกำไรกลับมาซื้อน้ำมันดิบครั้งแรกในรอบ 12 สัปดาห์ +102 สัญญา และซื้อทองคำ +15,461 สัญญา ซึ่งเป็นการซื้อต่อเนื่อง 3 สัปดาห์ติด และส่งผลให้สถานะการเก็งกำไรในทองคำเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือนด้านอัตราแลกเปลี่ยน เงินดอลลาร์สหรัฐฯยังคงถูกขายต่อเนื่อง 5 สัปดาห์ติด เป็นผลมาจากท่าที Dovish tone ที่มากขึ้นของประธาน FED ส่งผลให้สถานะการเก็งกำไรลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่อ่อนค่าลง จะช่วยหนุนราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมันดิบ และทองคำ นักเก็งกำไรเพิ่มสถานะการเก็งกำไรในทองคำอย่างต่อเนื่องจากการประเมินที่ว่าความเสี่ยงทางการเมืองและเศรษฐกิจโลกดูรุนแรงขึ้นในระยะข้างหน้า จะช่วยหนุนราคาทองคำให้เพิ่มขึ้น ซึ่งตลอดทั้งปีที่ผ่านมา เราได้เห็นสถานะขายสุทธิในทองคำมาอย่างต่อเนื่อง ต่อเนื่อง ทำให้ทองคำค่อนข้างนิ่ง หรือ ปรับตัวลดลงเล็กน้อยตลอดทั้งปี 2018 ซึ่งการเพิ่มสถานะของนักเก็งกำไรในช่วงท้ายของปีมองว่า ทิศทางในปีหน้า ตลาดทองคำน่าจะเริ่มฟื้นตัวกลับมาได้บ้างหลังจากที่ทรงตัวในกรอบแคบๆในปีนี้