Weekly update( 3-7 DEC) :G20 summit

การประชุม G20 สุดสปดาห์ที่ผ่านมาพบว่า การเจรจาระหว่างอเมริกาและจีนออกมาค่อนข้างดี โดยจะเลื่อนการขึ้นภาษีจาก 10% เป็น 25% ไปอีก 3 เดือน โดยจากเดิมจะเริ่มวันที่ 1 มกราคม 2019 สร้างมุมมองเชิงบวกให้กับตลาดหุ้นเกิดใหม่ ทางฝั่งประธาน FED ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเริ่มส่งสัญญาณที่เป็นไปในทาง Dovish tone มากขึ้น กล่าวคือ อัตราดอกเบี้ยระดับปัจจุบันนั้นมองว่าเข้าใกล้ระดับอัตราดอกเบี้ยตามธรรมชาติที่ 3% ทำให้ตลาดเริ่มมองว่าในปีหน้า FED จะเริ่มชะลอการขึ้นดอกเบี้ยบ้าง ในขณะที่เสียงส่วนใหญ่ของคณะกรรมการน่าจะยังขึ้นดอกเบี้ยต่อไป โดยสรุปคือ ดอกเบี้ยจะยังขึ้นต่อ แต่ปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณเข้าใกล้อัตราดอกเบี้ยตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นระดับที่ไม่ได้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว
ปัจจัยดังกล่าว จึงมองว่า ค่าเงินดอลลาร์น่าจะเริ่มกลับมาอ่อนอีกครั้งหนึ่งและเป็นปัจจัยบวกให้กับราคาทองคำ จึงยังคงแนะนำให้ติดตามว่า ราคาทองคำจะสามารถปรับตัวขึ้นไปทดสอบระดับ $1240 ซึ่งเป็นที่อยู่ของเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันซึ่งถือเป็นแนวต้านสำคัญได้หรือไม่
รายงานการประชุมนโยบายการเงิน (Minutes) ชี้ให้เห็นว่าเสียงส่วนใหญ่ยังคงมีแนวโน้ม Hawkish
รายงานการประชุมนโยบายการเงิน (Meeting Minutes) ชี้ให้เห็นว่า เสียงส่วนใหญ่ยังคงเห็นด้วยกับการปรับขึ้นดอกเบี้ยให้เข้าสู่ภาวะปกติ (Normalization) อย่างไรก็ตาม เสียงส่วนน้อยในคณะกรรมการได้มีข้อกังวลเกี่ยวกับระยะเวลาที่เหมาะสมในการ Normailziation และมองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายใกล้เคียงกับอัตราดอกเบี้ยในระดับที่ Fed มองว่าจะไม่เป็นการกระตุ้นหรือชะลอเศรษฐกิจมากเกินไป (Neutral Rate) ทางฝั่งของ นาย Jerome Powell ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ช่องว่างของอัตราดอกเบี้ยนโยบายระดับปัจจุบันกับ Neutral rate (อัตราดอกเบี้ยในระดับที่ไม่กระตุ้นหรือชะลอเศรษฐกิจมากเกินไป) มีความแตกต่างกันไม่มาก โดยเฉลี่ยแล้วอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ระดับ Neutral rate จะอยู่ใกล้เคียงกับ 3% ในระยะยาว
ฝั่งตัวเลขเศรษฐกิจของอเมริกา ดัชนีเงินเฟ้อไม่นับรวมราคาอาหารสด และน้ำมัน (Core PCE) เดือน ต.ค. ชะลอตัวลงมาอยู่ที่ +1.8% YoY ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายของ FED ที่ 2% ในขณะที่ GDP ไตรมาสที่ 3 ขยายตัว 3.5% เท่ากับเดือนก่อนหน้าและคาดการณ์ โดยรวมแล้วภาพรวมของนโยบายการเงินยังออกมาในโทน Hawkish tone แต่เริ่มมีสัญญาณการชะลอลงเล็กน้อยจากประธาน FED ซึ่งเป็นปัจจัยบวกกับราคาทองคำในระยะสั้น
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเข้าสู่สภาวะตลาดหมี (Bear market) ในเชิงทฤษฎี
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลดลงแรงในช่วงที่ผ่านมา โดยหากวัดจากจุดสูงสุดแล้ว หุ้นกลุ่ม FAANG ที่ประกอบด้วย Facebook ,Alphabet (Google),Apple,Netflix,Amazon ล้วนแล้วแต่ปรับฐานลงมาระดับ 15-20% ซึ่งในทางทฤษฎีแล้ว หุ้นที่ราคาปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดมากกว่า 20% จะเข้าสู่ตลาดหมี การปรับตัวลดลงเป็นผลมาจากผลประกอบการเติบโตน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ ประกอบกับ Valuation ของหุ้นกลุ่มเหล่านี้ซื้อ-ขายกันค่อนข้างแพง เนื่องจากมีเม็ดเงินไหลเข้ามาเพื่อเก็งกำไร การปรับตัวของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีดังกล่าวส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงในช่วงก่อนหน้า เนื่องจากหุ้นกลุ่มนี้มีสัดส่วนกว่า 30% ของดัชนี SP500 และบริษัทเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ติดอันดับต้นๆของโลกเกือบทั้งหมด การปรับตัวลดลงของหุ้นกลุ่มนี้จึงส่งผลกระทบไปยังตลาดหุ้นอื่นๆด้วยเช่นกัน ในขณะที่หุ้นกลุ่ม FAANG ปรับตัวลดลงระดับ 15-20% แต่ SP500 ปรับตัวลดลงประมาณ 6% ซึ่งถือว่าเบากว่าหุ้นกลุ่มเหล่านี้ ส่วนหนึ่งเพราะ ยังมีหุ้นกลุ่มอื่นๆเช่น Cousumer staple ที่ปรับตัวสวนขึ้นมาท่ามกลางตลาดที่ตก จากแนวโน้มที่นักลงทุนหันไปเล่นกลุ่ม Defensive มากขึ้น
การประชุม G-20 มีความคืบหน้ามากขึ้น
การประชุม G20 สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ปธน.ทรัมป์ และ ปธน. สี จิ้น ผิง เห็นพ้องต้องกันว่าจะเลื่อนสงครามการค้าที่อเมริกาจะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเพิ่มไปอีก 90 วัน ทำให้จากเดิมที่จะเริ่ม 1 มกราคม 2562 เลื่อนไปจนถึงช่วงเมษายน 2562 เพื่อให้มีการเจรจาข้อยุติกันต่อไป ทั้งนี้หากการเจรจายังไม่สำเร็จอเมริกาก็ยังจะเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าในอัตรา 25% จากเดิมที่อยู่ในอัตรา 10% โดยการเจรจารอบนี้มาจากการที่จีนรับปากจะสั่งซื้อสินค้าอุตสาหกรรม สินค้าเกษตร และ สินค้าประเภทพลังงานจากอเมริกา ผลจากสงครามการค้ามองว่าจะสามารถเจรจากันได้ในระยะสั้น ในปีหน้านี้ต้องมาติดตามประเด็นดังกล่าวกันอีกรอบหนึ่ง
การเจรจาระหว่างทรัมป์และจีนดูเหมือนจะสร้าง Sentiment ในทางบวกให้กับหุ้นกลุ่มตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะ จีน ซึ่งนั่นทำให้หุ้นและค่าเงินของกลุ่ม EM มีแนวโน้มจะปรับตัวสูงขึ้น และ ทองคำน่าจะได้รับประโยชน์จากเรื่องดังกล่าวไปด้วย เพราะ ในช่วงหลังมานี้ ทองคำมักจะมีแนวโน้มที่คล้ายคลึงกับหุ้นและค่าเงินของหุ้นกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา