Weekly update (26-30 NOV): Black Friday

ตลาดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีการปิดทำการในช่วงสองวันทำการสุดท้ายของสัปดาห์เนื่องในวันขอบคุณพระเจ้า (Thanksgiving) และ วัน Black Friday ที่ประชาชนชาวอเมริกันจะนิยมช๊อปปิ้งสินค้าที่ลดราคาลงอย่างมาก และวัน Black Friday นั้นถือว่าเป็นต้นแบบของวันคนโสดในจีนที่ยอดขาย Alibaba ทะลุ 1 ล้านล้านบาทในช่วงวันที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ทำให้การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้น ตลาดทองคำยังถูกจำกัดไว้ ส่วนประเด็นเรื่องยูโรโซนมีความคืบหน้าทางฝั่งอังกฤษที่มีการเจรจาจนสามารถทำ Free Trade area ระหว่างอังกฤษกับยูโรโซนได้ แต่ความเสี่ยงนั้นคือ ต้องระมัดระวังการเมืองภายในของอังกฤษหลังจากมีรัฐมนตรีลาออกถึง 4 คนในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ในขณะที่อิตาลียังยืนยันที่จะดำเนินนโนบายขาดดุลการคลังที่ระดับ 2.4% ต่อ GDP อยู่เช่นเดิม ประเด็นเรื่องยูโรโซนจึงยังคงค้างคาในตลาดหุ้น
ทางฝั่งราคาน้ำมันดิบช่วงเดือนที่ผ่านมาปรับตัวลดลงกว่า 33% ซึ่งถือว่าเป็นการปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว จากเรื่องของอุปทานน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น และการเมืองระหว่างอเมริกากับซาอุดิอาระเบียในประเด็นของนักข่าว คุณ คาช็อคกี้ สำหรับราคาทองคำยังคงแกว่งตัวอยู่ใต้แนวต้าน $1240 ซึ่งปรับคำแนะนำเป็น Overweight ระหว่างสัปดาห์ที่ผ่านมา จากการมองว่า ประเด็นของยูโรโซนน่าจะผ่านพ้นไปได้ ในขณะที่ปัจจัยอื่นคงที่อาจจะทำให้เงินยูโรแข็งค่าและดอลลาร์อ่อนค่า ทำให้ทองคำมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นในระยะถัดไป
EU และอังกฤษจะลงนามข้อตกลง Brexit ร่วมกัน
สหภาพยุโรป (EU) และอังกฤษจะลงนามข้อตกลง Brexit ร่วมกันในการประชุมรอบพิเศษวันที่ 25 พ.ย.นี้ โดยหลังการประชุมดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายจะต้องนำข้อตกลงที่ได้กลับไปพิจารณาและลงมติเห็นชอบในสภาของตนอีกครั้ง ซึ่งกระบวนการดังกล่าวจะต้องเสร็จสิ้นก่อนที่อังกฤษจะต้องแยกตัวออกจาก EU อย่างเป็นทางการในวันที่ 29 มี.ค. 2019 ซึ่งมองว่าความเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตามองคือการนำข้อตกลงดังกล่าวเสนอต่อสภาของอังกฤษที่คาดว่าจะมีขึ้นในเดือน ธ.ค. ซึ่งมีโอกาสสูงที่จะไม่ผ่านมติเห็นชอบในสภา เนื่องจากภายในรัฐบาลของนาง Theresa May นายกรัฐมนตรีอังกฤษยังมีความขัดแย้งกันมากโดยหลังจากที่นาง May เปิดเผยรายละเอียดข้อตกลง Brexit ในสัปดาห์ก่อนก็ได้มีรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง 4 ท่าน และมีสมาชิกพรรค Conservative หลายท่านได้ลงนามเพื่อยื่นเสนอการทำมติไม่ไว้วางใจนาง May เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับข้อตกลง Brexit ดังกล่าว ซึ่งสะท้อนได้ถึงโอกาสที่ข้อตกลง Brexit จะผ่านมติในสภาอังกฤษได้นั้นมีค่อนข้างต่ำ
รัฐบาลของนาง May เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยซึ่งต้องอาศัยทุกเสียงโหวตของสมาชิกพรรค Conservative และของพรรค DUP ของไอร์แลนด์เหนือซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ถึงจะเพียงพอให้ผ่านมติเห็นชอบ (เมื่อรวมแล้วจะมีเสียงโหวตมากกว่าฝ่ายค้านอยู่เพียง 16 เสียง) หากข้อตกลง Brexit ไม่ผ่านมติเห็นชอบในสภา ก็อาจส่งผลให้อังกฤษต้องสิ้นสุดสถานะสมาชิก EU ทันที (29 มี.ค. 2019) โดยไม่มีข้อตกลงอื่นมารองรับ (Crash Brexit) ซึ่งจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจ และเม็ดเงินมีแนวโน้มที่จะไหลกลับเข้าไปยังค่าเงินดอลลาร์ส่งผลให้เงินดอลลาร์อาจจะแข็งค่าขึ้นอีกครั้งและมากดดันราคาทองคำได้
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีกดดันตลาดหุ้นทั่วโลก
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลงแรงต่อเนื่อง จากความกังวลเรื่องสงครามการค้าซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจและการบริโภคชะลอตัวลง นำโดยหุ้น Apple ซึ่งลดลงกว่า 9% นับตั้งแต่วันศุกร์ที่แล้ว หลังทางสำนักข่าว Wall Street Journal รายงานว่าทางบริษัท Apple ได้ปรับลดปริมาณการผลิต (Production Orders) สำหรับ iPhone รุ่นใหม่ทั้ง 3 รุ่นที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกามีการเรียกร้องให้ประเทศพันธมิตรหลีกเลี่ยงการค้าขายเครื่องจักรอุปกรณ์ และชิ้นส่วนต่างๆจากบริษัท Huawei ซึ่งปัจจุบันมี Market share ของตลาด Smart phone เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากซัมซุง โดยความกังวลของอเมริกามาจากเรื่องอุปกรณ์ของ Huawei อาจจะมีการทำ Cyberattack ได้ ซึ่งก่อนหน้านี้มีประเด็นกับบริษัท ZTE แต่ปัจจุบันยังไม่มีความเห็นจาก Huawei ออกมาแต่อย่างใด ทั้งนี้บริษัทเทคโนโลยีจากจีนเจ้านี้ ตีตลาดขึ้นมาในระยะเวลาอันสั้น อาจทำให้ประเทศที่เสียประโยชน์มีเหตุผลที่จะโจมตีบริษัทได้
การปรับฐานของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีถึงแม้จะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อราคาทองคำแต่ก็สร้างแรงกดดันให้กับทิศทางของตลาดหุ้นทั่วโลก เนื่องจากบทบาทของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในปัจจุบันนั้นเริ่มมี Market cap สูงขึ้นเรื่อยๆ การปรับตัวลดลงจะทำให้ดัชนีปรับตัวลดลงแรงกว่ากลุ่มอื่นๆ
เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ขยายตัวน้อยกว่าที่คาดการณ์
GDP ของไทยขยายตัว 3.3% ต่ำกว่าที่ตลาดคาด ไว้ที่ประมาณ 4.2% โดยภาคต่างประเทศพลิกกลับมาหดตัว -0.1% YoY โดยมูลค่าส่งออกสินค้าหดตัว -0.2% YoY เป็นผลกระทบของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่ปะทุขึ้น และนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงจากเหตุการณ์เรือล่มที่ภูเก็ตและการอ่อนค่าของเงินหยวน ทางฝั่งการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวสูงต่อเนื่อง จากการบริโภคสินค้าคงทนเป็นหลัก โดยยอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศขยายตัว +27.0% YoY และ การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวสูงสุดในรอบ 3ปี ซึ่งโดยสรุปแล้ว การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะเป็นตัวช่วยเศรษฐกิจที่ได้ผลลบจากภาคส่งออกและภาคการท่องเที่ยว
หลังจากตัวเลข GDP ออกมา ท่าทีของนักลงทุนมองว่า แบงค์ชาติอาจจะชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไปก่อน เนื่องจาก เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงตามทิศทางเศรษฐกิจโลก แต่ความเห็นของผู้ว่าการแบงค์ชาติในรอบที่ผ่านมากล่าวประมาณว่า จะไม่ขัดขวางการขึ้นดอกเบี้ยแล้วในรอบถัดๆไป จึงเริ่มมีกระแสถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของไทยอีกรอบ หนึ่ง การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของไทยถึงแม้จะไม่ส่งผลลบกับทองคำโดยตรง แต่จะทำให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ซึ่งราคาทองคำไทยมีการใช้ค่าเงินบาทเข้าไปในสูตรการคำนวณ หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นทองคำไทยจะมีราคาลดลง ซึ่งต้องติดตามในประเด็นนี้ด้วย ทั้งนี้ การแข็งค่าของค่าเงินบาทจากเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยมองว่า มีนัยสำคัญน้อย เนื่องจากคาดว่า แบงค์ชาติจะไม่ขึ้นดอกเบี้ยแบบรวดเร็ว