Weekly update (5-9 NOV) :Will the bulls take control (China .EM and Gold) ?

สัปดาห์ที่ผ่านมามีเหตุการณ์น่ายินดีกับตลาดหุ้นทั่วโลกคือ ท่าทีของ ปธน.ทรัมป์ต่อจีนเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น หลังจากมีเจรจากันทางโทรศัพท์ซึ่งอาจจะเป็นการปูทางไปสู่การเจรจาเพิ่มเติมในที่ประชุม G20 ๖(ทั้งนี้ต้องระมัดระวังการกลับลำของ ปธน.ทรัมป์ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยง) หลังจากจบประเด็นดังกล่าว ดังกล่าว หุ้นจีนดีดปรับตัวขึ้นแรงสองวันกว่า 10% และสร้างมุมมองเชิงบวกให้กับตลาดหุ้นเอเชียในภาพรวมโดยเฉพาะ เกาหลี และ ไต้หวัน ซึ่งเป็นประเทศที่เป็นต้นน้ำของกลุ่มเทคโนโลยีซึ่งไดรับผลกระทบจากสงครามการค้า
ข้ามกลับมาที่ฝั่งอเมริกา มีการประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรพบว่า ขยายตัวได้ดีจากเดือนก่อนหน้า สร้างแรงกดดันให้กับการขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง แต่ตลาดกลับไม่ได้รับข่าวร้ายไปเท่าไรนัก ราคาหุ้นได้สะท้อน Bond yield ในระดับสูงเข้าไปส่วนหนึ่งแล้ว ทางฝั่งยุโรปมีท่าที Hawkish tone ที่จะนำไปสู่การขึ้นดอกเบี้ยมากขึ้น ในขณะที่ญี่ปุ่นยังคงมีนโยบายคล้ายๆเดิม เดิม โดยรวมแล้วในรอบนี้ทิศทางของอัตราดอกเบี้ยที่จะสูงขึ้นในอนาคตส่วนหนึ่งมองว่า ตลาดได้สะท้อนหรือรับรู้เข้าไปเรื่อยๆแล้ว หากทองคำมีการปรับตัวลดลงมาด้านล่าง สัปดาห์นี้เริ่มปรับคำแนะนำเพิ่มเป็น Overweight เนื่องจากมองว่า ทองคำจะสามารถปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นเกินกว่าระดับ $1240 ได้ในอนาคต
ความตึงเครียดทางการค้ากับจีนมีแนวโน้มดีขึ้น หลัง ปธน.ทรัมป์กล่าวว่า ความสัมพันธ์เป็นไปในทิศทางบวก
ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีนมีแนวโน้มผ่อนคลายลง หลังปธน. Donald Trump โพสต์ข้อความผ่าน Twitter ว่าการเจรจาหารือทางการค้ากับปธน. Xi Jinping เป็นไปในทิศทางบวก หลังทั้งสองฝ่ายได้สนทนากันผ่านทางโทรศัพท์ ซึ่งการสนทนาดังกล่าวนับเป็นการปูแนวทางในการเจรจาการค้าระหว่างกันในการประชุม G20 ปลายเดือน พ.ย.นี้ โดยมองว่าสหรัฐฯ จะให้จีนเพิ่มการนำเข้าสินค้า โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตรและเครื่องบิน และคาดว่าจะให้จีนปรับเงินหยวนให้แข็งค่าขึ้น (เทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ) ไปอยู่ในระดับเดียวกับในช่วงก่อนหน้าที่ความตึงเครียดทางการค้าจะทวีความรุนแรงขึ้น (ต้นเดือน มิ.ย.)ด้านจีน เรามองว่ารัฐบาลอาจยื่นข้อเสนอที่จะลดภาษีนำเข้ากับสินค้าสหรัฐฯ ลงในหลายกลุ่มสินค้า และอาจเปิดให้บริษัทสหรัฐฯ เข้ามาลงทุนได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในภาคบริการ ทั้งนี้ก่อนหน้าการพบปะกันระหว่างทั้งสองผู้นำ ยังมีเหตุการณ์อื่นๆ ที่อาจส่งผลต่อการเจรจา ได้แก่ การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ (6 พ.ย.) ประเด็นเกาหลีเหนือ และความตึงเครียดบริเวณทะเลจีนใต้
เมื่อวันศุกร์ตลาดหุ้นจีนปรับตัวสูงขึ้นค่อนข้างแรง (MSCI China +7% ในวันเดียว)และหากรวมทั้งสัปดาห์แล้วตลาดหุ้นจีนปรับตัวสูงขึ้นกว่า 10% พร้อมกับค่าเงินหยวนที่แข็งค่าขึ้น ส่งผลให้ทองคำปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นไปในทิศทางเดียวกัน
BoJ คงนโยบายการเงินเดิมตามดาด และปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจและเงินเฟ้อปีนี้ลง
ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ย้ำการใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินเดิมตามที่ตลาดคาด ได้แก่ 1.คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ที่ -0.1% สำหรับเงินสำรองส่วนเกินของธนาคารพาณิชย์ (Excess Reserves) บางส่วน 2.คงเป้าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี (Yield Curve Control) ไว้ที่ “ประมาณ 0%” และทางฝั่งมาตรการ QE ยังคงอัตราเข้าซื้อสินทรัพย์ที่ 80 ล้านล้านเยนต่อปี นอกจากนี้ BoJ ได้ปรับลดคาดการณ์ GDP ของปีงบประมาณนี้ลง -0.2pp เป็น 1.4% YoY จากส่งออกที่มีแนวโน้มชะลอลง แต่คงคาดการณ์ของปีงบประมาณ 2019-2020 ไว้ที่ 0.8% YoY ด้านผลกระทบจากการใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินอย่างต่อเนื่อง BoJ ได้แสดงความกังวลต่อประเด็นดังกล่าวมากขึ้น โดยเห็นว่าควรที่จะจับตามองพัฒนาการในอนาคตอย่างใกล้ชิด
หากดูตัวเลขเงินเฟ้อยังคงห่างไกลจากเป้าหมายของ FED ที่ 2% และยังมีแรงกดดันจากการขึ้นภาษี VAT จึงคาดว่านโยบายการเงินของญี่ปุ่นจะยังคงอยู่ระดับบริเวณนี้ไปตลอดทั้งปี 2019 สร้างแรงกดดันให้เงินเยนยังคงทรงตัว (ไม่แข็งค่าขึ้นมากนัก) ทางฝั่งผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนในญี่ปุ่นพบว่า ปีนี้ปรับตัวดีขึ้นมากกว่าคาดการณ์ และ Return On Equity (ROE) ปรับตัวสูงขึ้นทำระดับสูงสุดในรอบ 17 ปีที่ระดับประมาณ 19% ทำให้ทิศทางของตลาดหุ้นญี่ปุ่นน่าจะฟื้นตัวได้ในช่วงนี้ ถึงแม้จะมีการปรับประมาณการณ์ GDP ลงจากธนาคารกลางในปีหน้า
ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรยังขยายตัวอย่างโดดเด่น
ชุดตัวเลขเศรษฐกิจของอเมริกายังออกมาดีต่อเนื่อง ถึงแม้อัตราว่างงานจะทรงตัว แต่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรปรับตัวสูงขึ้นแรง (เดือนก่อนหน้าที่ปรับตัวลดลงคาดว่าเป็นผลกระทบจากพายุที่เข้าถล่มอเมริกา) จากตัวเลขดังกล่าวสร้างแรงกดดันให้กับการขึ้นดอกเบี้ยของ FED อีกรอบหนึ่ง เพียงแต่ในรอบนี้ตลาดกลับไม่ได้กังวลเท่าไรนัก ส่วนหนึ่งนั้นตลาดหุ้น SP500 ที่ระดับ 2700 กว่าจุดนั้นได้สะท้อน Bond yield อายุ 10 ปี ที่ระดับ 3.5% เทียบกับ ส่วนต่างระหว่างการลงทุนในตลาดหุ้นที่มากกว่าพันธบัตร (Earning yield gap) 3% ไปเรียบร้อยแล้ว จึงมองว่า ทิศทางของตลาดหุ้นน่าจะเริ่มคลี่คลาย
ทางฝั่งตลาดทองคำ ถึงแม้จะมีการประเมินได้ค่อนข้างยาก เพราะ ไม่สามารถหาผลกำไรหรือ Valuation ได้ จึงต้องประมาณจากค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งค่าเงินดอลลาร์คาดว่าจะมี Upside จากปัจจุบันค่อนข้างจำกัด ด้วยเหตุผลคือ 1.ทิศทาง Hawkish tone ของ ECB 2.การลดภาษีนิติบุคคลของอเมริกาทำให้รัฐบาลขาดดุลการคลังมากขึ้น 3.ความไม่แน่นอนของ Mid-term election ที่จะถึงในสัปดาห์หน้า จึงมองว่า ทองคำน่าจะเริ่มฟื้นตัวในช่วงที่เหลือของปีนี้ได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่ในทางเทคนิค ราคาทองคำควรจะผ่านระดับ $1240-$1250 ไปให้ได้ เพราะ ระดับราคาดังกล่าวเป็นที่อยู่ของเส้นค่าเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนัก 200 วัน