Weekly update (1-5 OCT) : FED 0.25%

สัปดาห์ที่ผ่านมามีการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น 0.25% ของ FED ซึ่งทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ในขณะที่ตัวเลข GDP ของอเมริกาขยายตัว 4.2% สอดคล้องกับตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆที่ยังออกมาดี ข้ามมาฝั่งยุโรปยังคงมีประเด็นเรื่องอิตาลีที่ตั้งงบประมาณขาดดุลการคลังไว้ในระดับสูง เมื่อรวมสองปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินยูโร และทำให้ทองคำปรับตัวลดลงในระหว่างสัปดาห์หลุดแนวรับ $1190 ลงไปก่อนที่จะปิดขึ้นมาเหนือระดับดังกล่าวได้ในท้ายสัปดาห์
หากมองไปสัปดาห์หน้า ทิศทางเรื่อง Trade war มีแนวโน้มบรรเทาลง ในขณะที่เรื่องการขึ้นดอกเบี้ยเป็นที่รู้กันอยู่แล้ว จึงทำให้ทองคำมีโอกาสรีบาวน์และปรับตัวสูงขึ้นออกจากแนวรับ $1190 ขึ้นไป โดยหากจะให้ราคาปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างนัยสำคัญ ราคาควรจะปรับตัวให้สูงขึ้นเกินกว่าแนวต้าน $1210 ขึ้นไปให้ได้ หากราคายังทรงตัวอยู่ในกรอบด้านล่างมองว่าไม่ค่อยมีนัยสำคัญเท่าไร
FED ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25%
ที่ประชุม FED ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ตามตัวเลขเศรษฐกิจที่ยังคงแข็งแกร่ง พร้อมกับปรับประมาณการณ์ตัวเลขการขยายตัวในปีหน้าขึ้นเล็กน้อย โดยได้รับปัจจัยบวกจากตลาดแรงงานที่อัตราว่างงานเริ่มอยู่ในระดับต่ำ สำหรับในปีถัดไปคาดว่าจะปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นอีก 3 ครั้ง หลังจากประกาศค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย และทำให้ทองคำปรับตัวลดลงหลุดแนวรับ $1190 ลงมา ก่อนที่จะกลับไปปิดเหนือระดับดังกล่าวในวันศุกร์ ซึ่งมองว่า ตลาดได้รับรู้ (Price-in) ประเด็นเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยไประดับหนี่งแล้ว
การขึ้นดอกเบี้ยในครั้งหลังนี้ หากดูควบคู่กับอัตราเงินเฟ้อนั้นจะพบว่า ถึงแม้จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องมากว่า 2 ปี แต่ FED Fund Rate ยังคงต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งวงจรดอกเบี้ยรอบก่อนๆไม่พบลักษณะดังกล่าว หากดอกเบี้ยขึ้นน้อยกว่าเงินเฟ้อนั่นบ่งบอกถึง ดอกเบี้ยที่แท้จริงยังคงติดลบ และยังพอเป็นปัจจัยบวกให้กับทองคำในระยะกลาง
อิตาลีตั้งเป้าขาดดุลการคลัง ที่ 2.4% ซึ่งนับเป็นความเสี่ยงที่เพิ่มความตึงเครียดกับ EU
รัฐบาลอิตาลีซึ่งนำโดยพรรคที่ชูนโยบายต่อต้าน EU และเป็นพรรคประชานิยมที่ต้องการเพิ่มการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ (พรรค Five-star Movement และพรรค Lega) ประกาศตั้งเป้าขาดดุลการคลังปี 2019 ที่ 2.4% ของ GDP ในการเสนอร่างงบประมาณต่อรัฐสภาเมื่อวานนี้ เพื่อผลักดันนโยบายประชานิยมและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่หาเสียงโดยเป้าขาดดุลการคลังได้ออกมาสูงกว่าระดับ 2.3% ที่นักวิเคราะห์ประเมินว่าเป็นระดับที่จะสร้างความตึงเครียดกับ EU อย่างมีนัย เนื่องจากการขาดดุลที่ระดับนี้ จะส่งผลให้หนี้สาธารณะต่อ GDP ของอิตาลีอยู่ในแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งจะขัดกับกฎการคลังของ EU อีกทั้งยังออกมาสูงกว่าที่สื่อรายงานในช่วงต้นสัปดาห์ว่าจะอยู่ที่ 1.9% เท่านั้นโดยในลำดับถัดไป รัฐบาลอิตาลีจะต้องนำเสนอร่างงบประมาณต่อคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ภายในวันที่ 15 ต.ค. ซึ่งหากทาง EU เห็นว่าการขาดดุลดังกล่าวขัดแย้งกับกฏการคลังมากเกินไปและไม่เหมาะสม ก็จะแจ้งให้อิตาลีทราบภายในหนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้นเพื่อให้อิตาลีดำเนินการแก้ไข
สถานการณ์ในอิตาลีถึงแม้จะไม่ส่งผลกระทบโดยตรงกับราคาทองคำ แต่ทำให้ค่าเงินยูโรมีแนวโน้มอ่อนค่าลง ซึ่งค่าเงินยูโรที่อ่อนค่าลงจะทำให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นโดยอัตโนมัติ และดอลลาร์ที่แข็งค่าชึ้นจะเป็นปัจจัยลบกับราคาทองคำ ต้องติตตามประเด็นดังกล่าว
จีนประกาศลดภาษีนำเข้าสินค้า เพื่อชดเชยผลกระทบจากสงครามการค้า
การลดภาษีนำเข้าของจีนในครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่รัฐบาลได้ประกาศลดภาษีนำเข้าสินค้ากลุ่มบริโภคลงราว 1,500 รายการ ซึ่งได้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งจะทำให้อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยของจีน WTO ลดลงเป็น 7.5% จากเดิมที่ 9.8% ซึ่งยังนับว่าสูงเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ เช่น สหรัฐฯ ที่อัตราภาษีอยู่ที่เพียง 3.4% เท่านั้น รัฐบาลคาดว่าการประกาศลดภาษีนำเข้าลงในครั้งนี้ เมื่อรวมกับครั้งก่อนหน้าที่ได้บังคับใช้ในวันที่ 1 ก.ค.จะช่วยลดภาระต้นทุนให้กับผู้บริโภคและภาคธุรกิจได้ราว 8.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีนี้ (6 หมื่นล้านหยวน) ทั้งนี้ รัฐบาลจีนยังไม่ได้ระบุถึงผลกระทบจากการลดภาษีต่อสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ที่ได้ถูกขึ้นภาษีไปก่อนหน้านี้ (รวมทั้งหมดมูลค่า 1.1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 70% ของสินค้าที่จีนนำเข้าจากสหรัฐฯ ในปี 2017) เพื่อโต้ตอบการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ซึ่งตามกฎ MFN ของ WTO จีนจะต้องลดอัตราภาษีนำเข้าให้กับทุกประเทศเหมือนกัน
มองว่าการลดภาษีการนำเข้าของจีน จะทำให้จีนมีแต้มต่อในการเจรจาสงครามการค้าระหว่างอเมริกามากขึ้น เพราะ ผลกระทบเรื่องการขึ้นภาษีคาดว่าจะเบาบางลง และการที่เจรจาการค้าสำเร็จจะเป็นประโยชน์ในทางอ้อมกับราคาทองคำ เนื่องจากทองคำมีแนวโน้มเคลื่อนไหวไปในทางเดียวกับทิศทางของตลาดหุ้นเกิดใหม่ โดยเฉพาะจีน
กรอบการเคลื่อนไหวของทองคำยังไม่มีนัยสำคัญ
ภาพรวมของราคาทองคำยังคงทรงตัวอยู่ในกรอบ Sideway ยังคงไม่มีนัยสำคัญกับการเคลื่อนไหวหากเมื่อดูราคานับจากจุดต่ำสุดบริเวณ $1160 พบว่า ราคาทองคำยังไม่ได้ทำจุดต่ำสุดใหม่ แต่ในทางกลับกันก็ยังไม่ได้ทำจุดสูงสุดใหม่เช่นกัน จึงมองว่า ราคาเริ่มสร้างฐานอยู่บริเวณนี้ เมื่อนับจากต้นปีราคาปรับตัวลดลงกว่า 10% ซึ่งหากปัจจัยอื่นๆคงเดิมมองว่า ยังคงเป็นจุดที่น่าสนใจในการลงทุน
จุดวัดใจของสองทางเลือกที่จะทำให้ทองคำมีแนวโน้มที่ชัดเจนขึ้น คือ จุดแรก ราคาปรับตัวลดลงหลุด $1150-1160 และไม่สามารถกลับมายืนได้อย่างมีนัยสำคัญ จะทำให้ Downside ของทองคำเปิดออกมา ในทางกลับกัน หากราคาปรับตัวขึ้นเหนือ $1210 จะทำให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นไปทดสอบเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันบริเวณ $1260 ปัจจุบันการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ ถึงแม้จะยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจนแต่เมื่อมองจาก Fundamental ประกอบแล้วนั้นมองว่า ในระยะกลาง ทองคำมีปัจจัยบวกที่พอจะกลับขึ้นไปทดสอบระดับ $1250 ได้อีกครั้ง