การกำหนดคุณภาพของทองคำ
 

          การกำหนดคุณภาพของทองคำของไทย ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันมีวิธีการกำหนดคุณสมบัติ ดังนี้

          ในอดีตปรากฎหลักฐานตามประกาศของพระบาทสมเด็จพระพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ระบุถึงการกำหนดคุณภาพทองคำ โดยตั้งพิกัดราคา(ทองคำ) ตามประมาณของเนื้อทองคำบริสุทธิ์ในทองรูปพรรณ เนื้อทองคำดังกล่าวอาจผสมด้วยแร่เงิน หรือทองแดงมากน้อยตามคุณภาพของทองคำ ส่วนการเรียกทองคุณภาพต่าง ๆ นั้น ใช้วิธีการเรียกราคา ของทองคำ ต่อน้ำหนักทองหนึ่งบาท เป็นมาตรฐาน ในการเรียกชื่อทองคำ โดยเริ่มตั้งแต่ ทองเนื้อสีขึ้น ไปจนถึงทองเนื้อเก้า ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

ทองเนื้อสี่ หมายถึง ทองคำหนักหนึ่งบาท ราคา 4 บาท
ทองเนื้อห้า หมายถึง ทองคำหนักหนึ่งบาท ราคา 5 บาท
ทองเนื้อหก หมายถึง ทองคำหนักหนึ่งบาท ราคา 6 บาท (ทองดอกบวบ)
ทองเนื้อเจ็ด หมายถึง ทองคำหนักหนึ่งบาท ราคา 7 บาท
ทองเนื้อแปด หมายถึง ทองคำหนักหนึ่งบาท ราคา 8 บาท
ทองเนื้อเก้า หมายถึง ทองคำหนักหนึ่งบาท ราคา 9 บาท

          ทองเนื้อเก้า เป็นทองคำบริสุทธิ์ เรียกว่า   “ทองธรรมชาติ” หรือบางที่เรียกว่า “ทองชมพูนุช” เป็นทองที่มีสีเหลืองเข้มออกแดง    นอกจากนี้ ยังมีชื่อ เรียกแตกต่างกัน อีกหลายชื่อ   เช่น   “ทองเนื้อแท้”    “ทองคำเลียง”   ซึ่งหมายถึง ทองบริสุทธิ์ ปราศจากธาตุอื่นเจือปน   ซึ่งตรงกับคำ ในภาษาล้านนาว่า “คำขา”    นอกจากนี้ ยังมีชื่อเรียกทองคุณภาพต่าง ๆ    อีกหลายชื่อ   เช่น   “ทองปะทาสี”   ซึ่งเป็นทองคำเปลวเนื้อบริสุทธิ์ชนิดหนา “ทองดอกบวบ” เป็นทองที่มีเนื้อทอง สีเหลืองอ่อน คล้ายดอกบวบ

          ในปัจจุบัน การกำหนด คุณภาพของทองคำ ยังคงใช้ความบริสุทธิ์ ของทองคำ ในการบ่งบอก คุณภาพของทองคำ   โดยการคิดเนื้อทองเป็น “กะรัต”   ทองคำบริสุทธิ์   หมายถึง   ทองคำที่มีเนื้อทอง 99.99 เปอร์เซ็นต์หรือมากกว่านั้น    หรือเรียกกันว่าทองร้อยเปอร์เซ็นต์   หรือเรียกกันในระบบสากลว่า   ทอง 24 กะรัต    ทองซึ่งมีเกณฑ์ การบ่งบอกคุณภาพ ของเนื้อทอง โดยบ่งบอกความบริสุทธ ิ์เป็นกะรัตมีชื่อเรียกว่า   “ทองเค”   ทองคำบริสุทธิ์ไม่มีโลหะหรือสารอื่นเจือปนอยู่เป็นทอง 24 กะรัต   หากมีความบริสุทธิ์ของทองคำลดต่ำลงมา   ก็แสดงว่ามีโลหะอื่นเจือปนมากขึ้นตามส่วน   เช่น   ทอง 14 กะรัต หมายถึง ทองที่มีเนื้อทองบริสุทธิ์ 14 ส่วน และมีโลหะอื่นเจือปน 10 ส่วน   เป็นต้น        ทองประเภทนี้บางทีเรียกว่า “ทองนอก”    ซึ่งส่วนมากนิยมนำมาทำเป็นเครื่องประดับเพชรพลอยต่าง ๆ   ในอุตสาหกรรมอัญมณี

กะรัต สัญลักษณ์ เปอร์เซ็นต์ เฉดสีที่ได้ นิยมในประเทศ
24 24K 100 % ทอง สวิสต์เซอร์แลนด์
22 22K 91.7 % เหลืองทอง อินเดีย
21 21K 84.5 % เหลืองทอง

กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง

18 18K 75 % เหลืองขาว

อิตาลี,ฝรั่งเศส,ญี่ปุ่น

14 14K 58.3 % เหลืองขาว สหรัฐอเมริกา,อเมริกาเหนือ, อังกฤษ
10 10K 41.6 % เหลือง สหรัฐอเมริกา,อเมริกาเหนือ
9 9K 37.5 % เหลืองปนเขียว อังกฤษ
8 8K 33.3 % เหลืองซีด เยอรมนี

          สำหรับประเทศไทยนั้น ใช้มาตรฐานความบริสุทธิ์ ของทองคำที่ 96.5 เปอร์เซ็นต์   หากจะเทียบเป็นกะรัตแล้ว จะได้ประมาณ 23.16 K      ซึ่งจะได้สีทอง ที่เหลืองเข้มกำลังดี   และมีความแข็ง ของเนื้อทองพอเหมาะ สำหรับการนำมาทำเครื่องประดับ เนื่องจากทองคำบริสุทธิ์ 99.99 เปอร์เซ็นต์     มีความอ่อนตัวมาก   จึงไม่สามารถนำมาใช้งานได้         จำเป็นต้องผสมโลหะอื่น ๆ   ลงไปเพื่อปรับสมบัติ ทางกายภาพของทองคำ ให้แข็งขึ้น คงทนต่อการสึกหรอ    โลหะที่นิยมนำมาผสมกับทองค ำได้แก่ เงิน ทองแดง นิกเกล และสังกะสี   ซึ่งอัตราส่วนจะสัมพันธ์ ตามความต้องการ ของผู้ใช้งาน กล่าวคือ ผู้ผลิต ทองรูปพรรณแต่ละราย จะมีสูตรของตนเอง    ในการผสมโลหะอื่นเข้ากับทอง     บางรายอาจผสมทองแดง เป็นสัดส่วนที่มากหน่อย เพราะต้องการให้สีของทอง ออกมามีสีอมแดง หรือบางราย อาจชอบให้ทองของตน สีออกเหลืองขาว ก็ผสมเงิน ในอัตราส่วนที่พอเหมาะ         ซึ่งทั้งหมดนั้น จะได้ความบริสุทธิ์ของทอง 96.5 เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกัน